ผมเป็นคนที่ไม่ชอบเรีื่องการขาย เรื่องเงินๆทองๆ แต่ด้วยความที่งานผมต้องประสานงานกับฝ่ายส่งเสริมการตลาดอยู่บ่อยครั้ง ทำให้ผมจำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องการตลาดอีกมาก

ต้องขอบคุณ #mkttwit มากๆที่ทำให้ผมได้รู้จักกับบุคคลที่น่าเรียนรู้จากสิ่งที่เขาtweetและผลงานต่างๆของเขาเป็นอย่างมาก ผมจึงอยากจะแนะนำเพื่อนๆให้ได้รู้จักกับ tweeple เหล่านี้ครับ ซึ่งควรค่าแก่การชาบูมากๆ

 

http://twitter.com/mktmag คุณธันยวัชร์ - นัีกพูด นักจัดรายการวิทยุ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด

http://twitter.com/worawisut คุณวรวิสุทธิ์ - นักการตลาดและผู้ก่อตั้ง mkttwit.com

http://twitter.com/pawoot คุณภาวุธ - อุปนายกสมาคมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย กรรมการผู้จัดการ Tarad.com

http://twitter.com/macroart คุณอภิศิลป์ - ที่ปรึกษาด้าน E-Marketing ผู้เขียนหนังสือ "รวมฮิต Twitter"

http://twitter.com/iwhale คุณปรเมศวร์ - กรรมการผู้จัดการ บริษัท บัณฑิต เซ็นเตอร์ จำกัด ผู้บริหารเว็บ Kapook.com อดีตผู้ก่อตั้งเว็บ Sanook.com

 

ขาดตกตรงไหน มีใครที่อยากจะแนะนำเพิ่มบ้าง รบกวนแนะนำด้วยนะครับ

(1)

เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น ผมเอื้อมมือไปหยิบนาฬิกาปลุกของตัวเองขึ้นมาดูเวลา ขณะนี้เป็นเวลาตีห้า ซึ่งเป็นเวลาอันสมควรแก่การตื่นไปทำงานได้แล้ว ไม่อย่างงั้นไปทำงานสายแน่ๆ...

หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้ว ผมก็เดินออกจากบ้านไปยังหน้าปากซอย เพื่อมาต่อรถสองแถว ขณะนั้นยังเป็นเวลาตีห้าครึ่ง ดูเหมือนจะเป็นเวลาเดินทางไปทำงานที่ไม่ต้องเร่งรีบ แต่นั่ีนคือเวลาทืี่ผมต้องรีบ เพราะรถสองแถวแถวบ้านผมออกมาช้ามาก กว่าจะออกมาก็ตีห้าเกือบห้าสิบนาที แถมมาทั้งทีก็มีผู้โดยสารแทบจะล้นทะลักออกมาจากรถด้วยซ้ำ

ผมจำใจต้องให้รถสองแถวขับออกไป เพราะไม่เหลือพื้นที่ให้ผมโดยสารไปด้วย จากนั้นก็ยืนรอไปอีกสิบกว่านาที เป็นเวลา6โมงแล้วแล้ว รถสองแถวคันใหม่เพิ่งจะออกมา ผมเห็นว่าคันนี้ยังมีพื้นที่ให้ผมโดยสารได้อยู่ จึงเดินเข้าไปหวังจะเกาะรถนั้นนั้น

แต่อนิจจา... อาม่าที่ืเพิ่งออกมารอรถสองแถวเมื่อไม่กี่นาทีมานี้่ อีรีบวิ่งขึ้นไปเกาะราวรถสองแถวทันที ผมตกใจมากเพราะตอนแรกเห็นว่าอาม่าเดินมากะเผลกๆ คิดว่าจะวิ่งไม่ไหว ที่ไหนได้ พอเห็นรถปุ๊บก็วิ่งตัดหน้าผมด้วยความเร็ว20กิโลเมตรต่อชั่วโมง

แถมยังหันมามองค้อนผมด้วยสายตาทำนองว่า "อาตี๋ ลื้อไม่คิดจะเอื้อเฟื้อคนแก่อย่างอั๊วะเลยนะ ชาตินี้ลื้อคงจะทำอะไรเจริญหรอกนะ" อีกด้วย

รถสองแถวคันที่สองผ่านอยางน่าหมั่นไส้ แล้วผมก็ยังรอรถสองแถวคันต่อไป จนสิบนาทีผ่านไป รถสองแถวคันที่3เริ่มเข้ามาแล้ว ผมตัดสินใจรีบวิ่งเข้าไปยังท้ายรถสองแถวและเกาะราวท้ายรถคันนั้นอย่างไม่แคร์ว่าคนที่เกาะอยู่ก่อนแล้วจะว่าอย่างไร ทำไงได้ นี่มันชั่วโมงเร่งด่วน จะมัวมาสงสารคนไม่ได้แล้ว

ผมเกาะราวท้ายรถสองแถวด้วยท่าแบบนักเล่นวินด์เซิร์ฟ นับเป็นอะไรที่อันตรายมากๆที่ต้องโดยสารท่าแบบนี้ เมื่อต้องมายืนอยู่บนเหล็กที่ต่อออกนอกรถเพียงน้อยนิดเพื่อเป็นหลักยืนให้แก่ผู้โดยสาร แถมวิ่งเร็วดังพายุ ดุดันกว่าเฮอริเคน แต่ถ้าใครโดยสารรถสองแถวทุกๆเช้าอย่างผมแบบนี้เป็นเวลากว่าสิบปี จะรู้สึกชินไปกับมันเอง

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมเคยมีโอกาสได้ถามพี่ที่ขับรถโดยสารตอนจ่ายค่าโดยสารที่ปลายสายว่า ทำไมรถสองแถวแทบทุกคันถึงต้องรอคนขึ้นรถที่่ต้นสายให้เต็มด้วย

"อ๋อ ถ้าไม่รอให้ผู้โดยสารเต็มก็ไม่คุ้มที่จะออกรถไงล่ะครับ"นี่คือคำตอบจากคนขับรถ

ด้วยความสงสัย ผมจึงแสดงความคิดเห็นว่า

"แต่ไม่เห็นจำเป็นต้องรอที่ต้นสายให้คนขึ้นมาจนล้นทะลักขนาดนี้นี่ครับ ยังไงก็มีคันอื่นรออยู่แล้ว อีกอย่าง ข้างหน้าก็มีคนรอขึ้นรถเยอะแยะอยู่แล้ว"

"เฮ้ย! น้อง" คนขับรถทำเสียงแข็ง "จ่ายเงินแล้วก็รีบๆไปซะสิ พี่ต้องไปต่อแล้วนะ" ว่าแล้วแกก็ตะบึงขับรถออกไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้คำถามนี้ยังคงค้าคาใจต่อไป

ไม่รู้แกรีบจริงๆ หรือว่าไม่รู้จะให้คำตอบอะไรที่เข้าท่ากว่านี้นะ...

 

(2)

หลังจากเสี่ยงอันตรายกับรถสองแถวแล้ว ผมก็มาต่อรถเมล์อีกสาย รถเมล์สายที่ผมจะขึ้นนั้นก็แปลกอยู่อย่างหนึ่งคือ มันไม่ค่อยจะออกมาสักเท่าไหร่ ในขณะที่รถเมล์สายที่ผมไม่ได้จะไปกลับเข้ามารับผู้โดยสารกันมากจนเลือกไม่ถูกว่าจะเลือกคันไหนดี ทุกวันผมได้แต่ยืนมองด้วยความอิจฉา

ใช่สิ...ที่ๆเราจะไป คนไม่ค่อยจะไปกัน รถเมล์สายที่เราจะนั่งเลยไม่ค่อยจะออกมาให้เห็นสักเท่าไหร่

ยี่สิบนาทีผ่านไป น่าจะประมาณ 7โมงสิบห้านิดๆ รถเมล์ปรับอากาศ สายที่รอคอยก็มาหาสักที ผมเห็นผู้คนที่อยู่ตรงจุดรอรถ รีบปรี่วิ่งไปยังรถเมล์สายนั้นอย่างเร่งรีบโดยไม่รอให้รถจอดตรงหน้าป้ายให้สนิทก่อน ราวกับว่าถ้าไม่รีบตามไปดักรถก่อน รถจะไม่ยอมหยุดอย่างไรอย่างนั้น

เมื่อรถเมล์เปิดประตู ผู้คนที่อยู่ในรถต่างก็แย่งจะลงตรงป้ายนี้ ส่วนคนที่จะขึ้นต่างก็ยื้อแย่งที่จะขึ้นไปจับจองที่นั่งให้ได้ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าจะแย่งกันไปทำไม ให้คนที่อยู่บนรถเมล์ออกก่อนไม่ได้แล้วค่อยขึ้นไป โลกนี้จะพินาศหรือไงกันนะ

เมื่อเข้าไปถึงข้างใน ผมก็เกาะราวรถที่อยู่ข้างๆรถไว้ภายในรถเมล์ออกจะสว่างจ้าไปสักนิด เพราะรถเมล์ปรับอากาศคันนี้ได้ถอดเบาะและผ้าม่านออกไป ซึ่งเป็นมาตรการณ์อย่างหนึ่งเพื่อป้องกันไข้หวัด2009 ผมไม่เข้าใจว่ามันจะกันไข้หวัดห่าเหวอะไรนั่นได้แถวยังทำให้แสบตาและรู้สึกร้อนเพราะโดนแดดเผาอีก

ทีไอ้ที่จับที่อยู่บนบาร์โหนมันยังปล่อยทิ้งไว้ไม่ยอมเอาไปสักกับเขาบ้างเลย ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่าสิ่งนี้มีคนจับเป็นร้อยเป็นพันคนทุกวัน นั่นน่ะตัวแพร่เชื้อหวัด2009ได้ แต่กลับไปยอมแกะออก

แทนที่จะถอดเบาะและผ้าม่านไปซักทุกๆวัน มันดันถอดทิ้งถาวร ไอ้ที่ควรจะเอาออกกลับไม่เอาออก ไม่รู้ใช้อะไรคิดนะ คนเรา...

ผมหันไปมองตรงริมหน้าต่าง เห็นรถเมล์เลี้ยวไปอีกทางที่ควรจะไป ด้วยความตกใจจึงสะกิดเรียกกระเป๋ารถเมล์ว่า ทำไมไม่ขับไปเส้นนั้น

"อ๋อ สายนี้เป็นรถเสริม ขึ้นทางด่วนค่ะ"

ชิบหายแล้ว! ทำไมชั่วโมงเร่งด่วนถึงมีรถเสริมบ้าเสริมบออะไรด้วยวะ แถมยังติดป้ายไม่ชัดเจนด้วย แล้วคนที่มองเห็นรถเมล์แค่ตรงข้างๆรถจะไปตรัสรู้ได้ไงว่ารถคันนี้เสริมไปสายอะไรยังไง พับผ่าสิ

 

(3)

ใช้เวลาอีก45นาที เพื่อฝ่ารถติดไปยังที่บริษัท โชคดีที่ผมเอาหนังสือมานั่งอ่านฆ่าเวลาด้วย ไม่งั้นผมนั่งเบื่อเฉาตายอย่างแน่นอน

หลือบไปเห็นรถเมล์ รถบรรทุก และรถมอเตอร์ไซค์ตรงเลนข้างๆ ที่แข่งกันปล่อยควันดำจากท่อไอเสีย รู้สึกสงสารเด็กๆที่ยืนรอรถตรงริมฟุตบาทที่ต้องทนดมมลพิษที่ปล่อยออกมาอย่างมักง่ายของคนขับ ซึ่งมักอ้างว่า "เครื่องยนต์เป็นเครื่องเก่า มันเผาไหม้ไม่หมดจรด ต้องเข้าใจด้วย" อยู่ทุกๆวัน

และเขาก็อ้างแบบนี้มาตั้งแต่ผมอยู่ม.ต้นจนจบป.ตรีแล้ว ก็ยังไม่เห็นมีการเปลี่ยนหรือซ่อมบำรุงรถเหล่านั้นบ้างเลย บางทีพวกขสมก.คงจะไม่มีเวลามาตรวจสอบก็ได้ล่ะมั้ง

นั่นสินะ...ไม่มีเวลาพอที่จะมาตรวจสอบรถ แต่มีเวลาที่จะมาประท้วงเรื่องค่าโดยสารกับรัฐบาล...

 

(4)

8โมงจะครึ่งแล้ว ผมตัดสินใจซื้อมาม่ากระป๋องที่เซเว่นไปชงกินที่ทำงานเป็นมื้อเช้า

นานเื้ท่าไหร่แล้วนะที่ผมต้องกินมาม่ากระป๋องเป็นอาหารเช้าทุกๆวัน นี่ถ้าหากผมสามารถมาถึงที่บริษัทได้สักประมาณ7โมงครึ่ง ผมคงจะได้ทานข้าวเช้าที่เป็นข้าวจริงๆกับเขาบ้างสักที

อันที่จริง ที่ผมต้องยอมทนกินมาม่า ไม่ใช่แค่กลัวไปตอกบัตรสายเท่านั้น แต่ยังไม่มั่นใจว่าอาหารกล่องที่ใส่ถาดโฟมไว้พร้อมขายตรงข้างทางจะสะอาดพอให้ผมกล้ากินหรือไม่ เพราะเล่นทำทิ้งไว้จนดูแห้งๆ แถมผ่านการรมควันไอเสียและฝุ่นละอองมาไม่รู้เท่าไหร่เป็นของที่ไม่น่าเอามาขายเลย แต่ก็ยังมีคนมากล้าซื้อไปกินอยู่เรื่อยๆ เพราะมันสะดวก และได้กินอะไรที่พวกเขาคิดว่าเป็นข้าวและเนื้อกับเขาบ้าง

ไอ้ครั้นจะซื้อกับข้าวไปกินที่บริษัทมันก็ยุ่งยากตอนแกะห่อและใส่จาน ข้าวกล่องเซเว่นก็แพงเกินควร สุดท้ายที่กินแล้วอยู่ท้องและถูกที่สุด เห็นจะมีแต่มาม่านี่แหล่ะ

 

(5)

พักเที่ยงแล้ว น่าจะเป็นเวลาที่ได้พักผ่อนหย่อนใจ แต่กลับรู้สึกหนักใจทึุกครั้งที่ต้องเลือกเมนูอาหาร ซึ่งยังไงก็ไม่พ้นผัดกะเพราไข่ดาวอยู่ดี กินจนคิดในใจว่ามันน่าจะเป็นอาหารประจำชาติอยู่แล้ว

เคยคุยกับเพื่อนที่ทำงานว่า เมืองไทยน่าจะมีร้านอาหารที่หลากหลายเมนูและรสชาติบ้างนะ แบบร้านอาหารที่ประเทศญี่ปุ่นที่ฉายในช่องรายการทีวี จะได้ไม่ต้องมานั่งกินเมนูที่จำเจอย่างนี้ทุกๆวัน

แต่เพื่อนผมก็ให้คำพูดที่เตือนสติ ให้ผมกลับมาอยู่บนโลกความเป็นจริงว่า

"มีให้่กินก็ดีหนักหนาแล้ว"

อืม...กะเพราไก่ไข่ดาววันนี้อร่อยชาติดีไม่เปลี่ยนเลย...

 

(6)

เย็นนี้อยู่ทำโอทีจนถึง2ทุ่มครึ่ง ความจริงผมจะหอบงานไปทำต่อที่บ้านก็ได้ แต่ด้วยวัฒนธรรมของคนทำงานที่รู้ๆกันอยู่ คือ ถ้าออกไปก่อนจะถูกมองว่าไม่ทุ่มเทงานให้กับบริษัท โอกาสได้โบนัสก็จะน้อยลง เหตุนี้ผมจึงต้องยอมทำงานค้างอยู่ในออฟฟิศต่อไปเรื่อยๆจนเสร็จ

นึกถึงเพื่อนผมที่ได้งานทำกับต่างประเทศ เขาไม่จำเป็นต้องมาทำงานแต่เช้าและเลิกเย็นๆเหมือนผมเลย บริษัทที่เขาทำขอแค่มีผลงานออกมาส่งตรงตามเวลาที่กำหนดก็พอแล้ว ต่างจากบริษัทที่ผมทำและหลายๆแห่งในกรุงเทพที่สนแต่ว่าเข้าทำงานกี่โมง ต่อให้ผลงานดีมากแค่ไหน แต่ถ้าเข้าทำงานสาย โอกาสได้เพิ่มเงินเดือน เลื่อนขั้น ได้โบนัส ก็แทบจะไม่มีทางได้เลย

มืดค่ำขนาดนี้คงนั่งรถเมล์และสองแถวไม่ไหวแน่ ผมจึงออกมาโบกรถแท็กซี่หน้าปากซอย แท็กซี่แทบทุกคันไม่ยอมขับไปส่งผมทางฝั่งธนบุรี ด้วยเหตุผลที่อ้างเหมือนจะดูดีว่า "ไปไม่ได้ครับ ต้องเอารถไปส่งอู่" ถ้าโชเฟอร์อ้างแบบนี้จงอย่าเชื่อเป็นอันขาด เพราะเรื่องของเรื่อง มันขี้เกียจขับไปไกล เพราะในละแวกที่ผมอยู่นั้นหาผู้โดยสารได้ง่ายมากถ้าขับไปไกลก็ต้องเสียเวลาย้อนกลับมาที่นี่อีก สู้ไปส่งผู้โดยสารละแวกใกล้ๆ ยังจะย้อนกลับมาง่ายกว่า

สงสัยอยู่อย่างหนึ่ง ถ้าหากบ้านผมอยู่ละแวกใกล้ๆแถวที่ทำงาน ผมจะนั่งแท็กซี่ทำซากอ้อยทำไมมิทราบ นั่งรถเมล์กลับบ้านไม่ง่ายกว่าหรือ

3ทุ่มสิบนาทีผ่านไป ผมยังจับรถแท็กซี่ไม่ได้เลยสักคัน สุดท้ายผมจึงต้องใช้วิธีที่ผมไม่อยากจะทำ นั่นก็คือ โบกแท็กซี่มาหนึ่งคัน และบอกกับเขาว่า

"ไปเซ็นทรัลพระราม3ครับ"

"ได้ครับ ขึ้นมาเลย"

ครับ บ้านผมอยู่ฝั่งธนบุรี แต่ผมจำเป็นต้องนั่งแท็กซี่หนึ่งคันไปลงกลางทาง และค่อยต่อแท็กซี่อีกคันจากกลางทางเพื่อไปยังที่บ้านของผม มันอาจจะดูโง่ๆที่ผมต้องนั่งแท็กซี่2ต่อ แต่ทำไงได้ แท็กซี่ไม่ยอมขับตรงไปถึงบ้านผม และผมอยากจะกลับบ้านใจจะขาดอยู่แล้ว นั่งเที่ยวละ800บาทก็ยอมล่ะครับ

 

(7)

ถึงบ้านตอน4ทุ่มกว่าๆ ไม่มีอารมณ์จะเล่นเกม ดูทีวี กินข้าว อาบน้ำ หรือทำอะไรทั้งนั้น อยากจะนอนจริงๆให้ดิ้นตาย...

เบื่อชีวิตกรุงเทพมากๆ มีแต่ต้องแก่งแย่งแข่งขัน ฝ่ารถติด ทนสูดดมมลภาวะและต้องเป็นแบบนี้ทุกๆวันต่อไปเรื่อยๆจนเกษียณ ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าผมจะอยู่รอดได้จนถึงเกษียณหรือไม่

ถ้าเลือกได้ ผมอยากจะเลือกว่า ตื่นเช้ามาไม่ต้องมาเจอแต่เรื่องเดิมๆที่แสนจะอึดอัดและน่าเบื่ออยู่เรื่อยๆแบบนี้อีกเลย...

เมื่อไหร่นะ... กรุงเทพถึงจะปฏิวัติความเป็นอยู่ของคนในเมืองให้น่าอยู่กว่านี้ ผมไม่อยากได้3G ไม่อยากได้บ้านหลังใหญ่ๆ มีเงินเป็นร้อยล้าน ผมแค่อยากจะตื่นเช้าขึ้นมาแล้วรู้สึกอยากไปเรียนไปทำงาน ไม่ใช่ต้องตื่นมาแบบซังกะตายๆอย่างนี้

จะมีสักวันไหมนะ ที่ตื่นขึ้นมาก็เห็นกรุงเทพมีแต่สีสันสดใส ไม่ใช่สีเทาง่วงเหงาเช่นทุกวันนี้

ฮ้าว...ง่วงจริงๆ นอนก่อนดีกว่า ทำงานมาเหนื่อยแทบตาย พรุ่งนี้โทรไปบอกหัวหน้าว่าขอลาพักร้อนสัก3วันแล้วกัน เบื่อต้องตื่นแต่เช้าไปทำงานอย่างนี้ทุกวันจริงๆ

 

...

 

(1)

เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น ผมเอื้อมมือไปหยิบนาฬิกาปลุกของตัวเองขึ้นมาดูเวลา ขณะนี้เป็นเวลาตีห้า ซึ่งเป็นเวลาอันสมควรแก่การตื่นไปทำงานได้แล้ว ไม่อย่างงั้นไปทำงานสายแน่ๆ...

 

เงินเดือนออกแล้ว ต้องหาวิธีเซฟเงินหน่อย ไม่งั้นใช้เงินชนเดือนตลอดแน่

พอดีได้อ่านหนังสือ "ทำไงดี!อยากมีเงินเก็บเยอะๆ" แล้ว รู้สึกว่าเป็นหนังสือที่สอนวิธีใช้เงินได้ตรงกับLife Styleที่เป็นอยู่ในตอนนี้มากๆ ต่างจากหนังสือเล่มอื่นที่สอนวิธีเก็บเงินก็จริง แต่สุดท้ายคือชวนให้มาเล่นหุ้นหรือเป็นเจ้าของธุรกิจ ซึ่งสอนไม่ตรงจุดเท่าไหร่ เพราะผมแค่อยากรู้วิธีใช้เงินไม่ชนปลายเดือนเฉยๆ

http://www.se-ed.com/eshop/Products/image.axd?picture=9786117014130L.gif&Type=Large 

เมื่อได้อ่านจบ3รอบ จึงลองเอาวิธีจากในหนังสือมาดัดแปลงและทดลองใช้กับตัวเองดูบ้าง

 

มีเงินเดือนอยู่10000บาท ถอนออกมา 4000บาท แล้วแตกเป็นแบงก์ร้อย

 

แบ่งเงินเป็น8กอง กองละ500บาท แล้วใช้คลิปหนีบไว้ (เงินนี้ให้เรียกว่า เงินกองเล็ก)

 

จากนั้นก็เอามารวมกันเป็น 4กอง กองละ1000บาท (เงินนี้ให้เรียกว่า เงินกองใหญ๋)

 

เก็บใส่ซองไว้ เวลาจะเอามาใช้ก็หยิบมาใช้อาทิตย์ละกอง

 

วิธีใช้เงิน1กองใหญ่

  1. เป็นไปได้ พยายามใช้เงินแค่1กองเล็กต่อ1อาทิตย์ 
  2. ถ้ามีเหตุต้องใช้เงินมากกว่า 500บาทในอาทิตย์นั้น อนุโลมให้ใช้ได้ไม่เกิน1000บาท
  3. ห้ามใช้เงินเกิน1กองใหญ่ต่อ1อาทิตย์
  4. เงินที่เหลือหลังจากใช้ครบ1อาทิตย์ ให้เก็บเข้าซองไว้
  5. อาทิตย์ถัดไป ก็หยิบกองใหม่ออกมาใช้

 

เมื่อครบ1เดือน (เงินเดือนออกในรอบถัดไป)

  1. ให้ถอนเงินออกมาอีก4000บาท และเอามาแบ่งเป็นกองตามที่ได้กล่าวไว้
  2. เงินจากที่เหลือใช้เมื่อรอบที่แล้ว ให้ฝากเข้าในอีกบัญชีที่ไม่ใช่บัญชีเงินเดือน
  3. เงินที่เหลือฝากเข้าอีกบัญชี ห้ามแตะต้องเป็นอันขาด (ไม่ทำATMด้วย จะได้ถอนเงินยาก)

 

แล้วเงินที่อยู่ค้างในบัญชีเงินเดือนตัวเอง เอาไปทำอะไรได้

  • เก็บไว้ใช้จ่ายตามโอกาสพิเศษ เช่น ท่องเที่ยว ซื้อของขวัญ กินโออิชิ ป้อสาว ฯลฯ
  • เก็บไว้ใช้จ่ายยามร้อนเงิน เช่น จ่ายค่ารักษาพยาบาล จ่ายค่ากาแฟตำรวจ ฯลฯ

 

ข้อดีของการเซฟเงินด้วยวิธีนี้

  • ทำให้รู้ลิมิตการใช้เงินของตัวเอง
  • ยืดหยุ่น ไม่รู้สึกฝืนตัวเอง ทำให้ไม่ตบะแตกในภายหลัง
  • ดัดแปลงแผนได้ตามสภาพการเงินของตัวเอง

 

จะลองเอาวิธีนี้ไปลองใช้ก็ได้นะครับ แต่สำคัญว่าต้องใจแข็งพอ ไม่เผลอตบะแตก หยิบมาใช้เรื่อยๆ ไม่งั้นต่อให้มีแผนใช้เงินผีบอกยังไง ก็ไร้ประโยชน์อยู่ดี

 

บทความที่เกี่ยวข้องบ้างไม่เกี่ยวข้องบ้าง

 

 

ป.ล. ฝากบอกเผื่อคนที่อัพบล็อกเรื่องวิธีออมเงิน เก็บเงิน ใช้เงิน อะไรนั่นน่ะ ได้โปรดเลิกก็อปจากในเว็บธนาคาร เว็บหลักทรัพย์ หรือForward Mailมาลงบล็อกตัวเองเถอะครับ ผมเสิร์ชในกูเกิ้ลทีไร แม่งเนื้อหาเหมือนกันเป๊ะๆ น่าเบื่อชิบหาย

ถ้าหวังดีอยากจะเขียนบล็อกสอนออมเงินจริงๆ ช่วยแชร์เป็นประสบการณ์ออมเงินจากวิธีไหนบ้างอะไรบ้าง หรือไม่ก็เสิร์ชจากบล็อกต่างประเทศมาแปลอย่าง My Money Blog หรือ Get Rich Slowly อะไรทำนองนี้บ้างเถอะ