ฮัลโหลฮัลเหล
 
ยอมรับจริงๆว่า นับตั้งแต่โลกนี้มี Facebook กับ Twitter ผมก็เขียนบล็อกน้อยลงมาก และทุกคนที่ผมเคยรู้จักในบล็อกก็ย้ายไปอยู่ 2 เว็บนั้นแล้ว ผมก็เลยไม่ได้กลับมาที่ exteen นานมาก และรู้สึกได้เลยว่าสกิลเขียนอะไรยาวๆ ชักจะเสื่อมถอยลงไปทุกทีๆ
 
กลับมาคราวนี้ exteen ดูมีอะไรเปลี่ยนแปลงเยอะกว่าแต่ก่อน ซึ่งต้องขอบคุณมาสเตอร์แชมป์และทีมเอ็กทีนทุกคนที่ปรับปรุงเว็บนี้ให้ดีขึ้น ถึงจะไม่ดีอย่างที่คาดหวังไว้ แต่ก็อยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจอยู่ทีเดียว
 
บล็อกนี้ก็ยังคงหาแก่นสารและจุดยืนไม่ได้อยู่ดี จึงอย่าแปลกใจถ้าบางครั้งผมจะบล็อกเอนทรีที่เคยเขียนไปแล้ว เพราะผมเขียนด้วยความคะนองในช่วงนั้น พอผ่านไปนานๆ กลับมาอ่านอีกที ชิท...ตอนนั้นตูเอาส้นเท้าใครมาเขียนวะ อะไรทำนองนี้
 
อืม...เอาเป็นว่า บล็อกนี้ก็คงมีไว้เก็บเรื่องราวที่มีอายุยืนยาวหน่อย ส่วนเรื่องบ่นๆ เล่าเอาฮา ก็คงจะไปอยู่ใน Facebook และ Twitter นี่แหละ
 
Twitter ของผมยังคงใช้ชื่อว่า @kennyhass อยู่เหมือนเดิม ส่วน Facebook ผมขอสงวนไว้คุยกับคนที่ผมคุ้นเคยก็แล้วกันนะครับ (หาไม่ยากหรอก แต่บางเรื่องก็อยากแชร์ให้คนที่คุ้นเคยจริงๆอ่านมากกว่า)

เริ่มต้นคิดบวก...ไม่ยาก

posted on 10 Jun 2010 23:35 by kennyhass in General

ผม: อาจารย์ครับ ผมเห็นคนใน twitter กับ facebook พยายามปลุกกระแสให้คนไทยคิดบวกกันเยอะเหลือเกิน และผมเห็นอาจารย์ก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย ผมอยากทราบว่า การคิดบวกนั้นต้องเริ่มต้นอย่างไร

อาจารย์: คุณก็ต้องเริ่มทำใจในสิ่งที่เป็นอยู่

ผม: อาจารย์ครับ การทำใจในสิ่งที่เป็นอยู่นั้นต้องเริ่มต้นอย่างไรครับ

อาจารย์: คุณก็ต้องเริ่มมองเรื่องร้ายๆ ให้เป็นเรื่องขำๆ

ผม: แล้วอาจารย์พอจะมีวิธีที่ทำให้เราเริ่มต้นมองเรื่องร้ายๆ ให้กลายเป็นเรื่องขำๆ อย่างไรบ้างครับ

อาจารย์: คุณก็ต้องเริ่มคิดบวก

ผม: ... (ไปไม่เป็นเลยกู )

 

 

----------------------------------------

 

 

ที่เล่ามานี่คือเหตุการณ์สมมติ แต่วิธีคิดบวกมันมีแค่นั้นจริงๆ ครับ

หลายคนพยายามจะมองให้ลึกซึ้งว่า การเริ่มต้นมองโลกในแง่ดี หรือที่เรียกว่าคิดบวกๆ นั้น คือการฝืนตัวเองให้คิดว่าโลกนี้สวยงาม กูไม่เป็นไร กูยังฝืนยิ้มได้ ไม่ใช่อย่างนั้นครับ

การคิดบวกที่ดีนั้น ไม่ใช่การหลอกตัวเอง แต่หากเป็นการมองปัญหาให้ถ่องแท้ ยอมรับและปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อขับเคลื่อนวิถีชีวิตตัวเองให้ก้าวไปข้างหน้า

การคิดบวก จึงเป็นการคิดเพื่อ "พัฒนา" จิตใจตัวเองให้สูง ไม่นำพาความโกรธเกลียดใส่ตัวเองและคนอื่น

หมายเหตุ : เอนทรีนี้เขียนขึ้นมาขำๆ อย่าซีเรียสมาก

จะมีชาติไหนในโลกที่จำชื่อเล่นคนแทนชื่อและนามสกุลจริงของคนอื่น? แน่นอนว่า Thailand Only เพราะชื่อเล่นของคนไทยมันจำง่ายกว่า โดยเฉพาะชื่อเล่นของผู้หญิง แค่ชื่อเล่นพยางค์สองพยางค์ก็เก๋แล้ว เมมในมือถือก็ง่ายด้วย

แต่จะมีใครรู้บ้างว่าชื่อเล่นที่ผู้หญิงใช้อยู่ในตอนนี้ ฝรั่งบางคนฟังแล้วก็รู้สึกเหวออยู่ไม่ใช่น้อย คิดในใจว่า โห...พ่อแม่ช่างตั้งชื่อได้เนอะ ซึ่งพวกเธอก็ช่างเป็นสาวมั่นนัก ยังคงใช้ชื่อเล่นของหล่อนโกอินเตอร์ต่อไปอย่างไม่แคร์สื่อเลยทีเดียว

ต่อไปนี้คือชื่อ 10 ชื่อ ที่อาจทำให้ฝรั่งหลายคนอึ้งทึ่งตะลึงงัน

 

พร (P๐rn)

เป็นทั้งชื่อเล่นและชื่อจริงของผู้หญิง ซึ่งมีความหมายที่รู้จักกันดีในกลุ่มผู้ชายคือ "หนังโป๊"

ว่าไปแล้วผมเคยมีอาจารย์สมัยมัธยมท่านหนึ่งชื่อ "อัมพร" (I'm P๐rn) มีสามีเป็นฝรั่ง ปัจจุบันได้ลาออกและย้ายไปอยู่ที่แคนาดาแล้ว ทุกวันนี้ผมก็ยังรออยู่ว่าเมื่อไหร่ท่านจะออกผลงานให้ชมกันสักที

 

น้อย (Noise)

เรียกแค่น้อยเฉยๆ ยังพอเข้าใจ แต่มีผู้หญิงหลายคนชอบออกเสียงกระแดะให้มันอ่านว่า น้อยส์ พวกเธอจะรู้มั้ยนะว่ามันมีความหมายว่า "หนวกหู รบกวน น่ารำคาญ"

ฝรั่งที่จะเอาคุณเธอมาเป็นเมียคงต้องทำใจหน่อยนะ เพราะระยะยาวคุณอาจจะเสียสุขภาพจิตได้

 

พี (Pee)

ความหมายคือ "ฉี่" ถ้าฝรั่งถามชื่อแล้วเจ้าตัวตอบเป็นชื่อนี้ ฝรั่งอาจจะคิดว่าเธอปวดฉี่ก็ได้

 

ปู (Poo)

ชื่อนี้มีความหมายว่า "ขี้"

ผมมีเพื่อนอยู่คนหนึ่งชื่อ ปู พอขึ้นมหา'ลัย เธอเพิ่มคำต่อท้ายเป็น "ปู๋ปู้" มีแฟนเป็นนักศึกษาชาวกรีก ทุกวันนี้ก็ยังคบกันอยู่ คาดว่าไอ้หมอนั่นคงจะติดใจรสชาติที่เธอป้อนให้ละมั้ง

 

ฟัก (F**k)

เอิ่ม...ไม่ต้องบอกความหมายทุกคนก็คงรู้จักกันดี

อย่าหาว่าผมเมคเรื่องขึ้นมาเลยนะ แต่ผมเคยเจอผู้หญิงที่ใช้ชื่อเล่นว่า ฟัก เดินอยู่ในกรุงเทพจริงๆ ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีคนใช้นามสกุลต่อหน้าหรือไม่ต้องต่อท้่ายว่า ฟัก อีกด้วย

ชื่อนี้ฝรั่งคงจะปวดไมเกรนทุกครั้งที่จำเป็นต้องเรียกขานแน่ๆ

 

ยู (You)

"Hello. What's your name?"

"ยู"

"Dante. and your name?"

"ยู"

"Dante."

"ยู"

"I said Dante."

"Hey, I had answer, my name's Dante. And what is your name?"

"ยู"

"...Forget it."

น่าสงสารนายดันเต้ ชาตินี้มันคงไม่รู้หรอกว่าสาวไทยคนนั้นชื่อ ยู

 

หมี (Me)

"Hello. What's your name"

"หมี"

"Yes."

"หมี"

"Yes, I mean you."

"หมี"

"Yeah, can you tell me your name?"

"หมี"

"Do you understand English?"

"หมี"

"...Forget it"

คราวหน้าน้องหมีคงต้องแนะนำตัวเองว่าชื่อโพล่าแบร์ละมั้ง ฝรั่งถึงจะเข้าใจ

 

พริกไทย (Pig Thai)

อยู่เมืองไทยเป็นนักร้องชื่อดัง แต่ไปอยู่เมืองนอก ฝรั่งมองเป็นตัวขี้เกียจ ชีคมองเป็นของเสลง ซึ่งอิมพอร์ตมาจากเมืองไทยซะอย่างงั้น เอิ้ว

ป.ล. เจ้าของบล็อกมีซีดีเพลงของพริกไทยอยู่ที่บ้านด้วยนะเออ

 

ลูกชิด (Look Sh!t)

มีจริงๆ นะ ผู้หญิงที่ชื่อลูกชิด ตอนแรกที่ได้ยิน ผมเข้าใจว่าเธอชื่อลูกชิ้น ที่ไหนได้ เธอบอกว่าชื่อลูกชิด ไอ้ที่ใส่อยู่ในเต้าทึงนี่แหละ

ขนาดผมยังรู้สึกแอบปวดตับนิดๆ ตอนที่ต้องเรียกชื่อเธอ แล้วถ้าเป็นฝรั่งจะขนาดไหนนะ

 

วาย (Why)

"Hello. What's your name?"

"วาย"

"I'd like to know your name."

"วาย"

"Because you're cute, I like you! Can you tell me your name now?"

"วาย"

"Hey, why didn't you tell me easily?"

"วาย"

"You're annoying me! That's not funny!"

"วาย"

"...Forget it."

ทำฝรั่งคิดว่าหล่อนกวนตีนซะงั้น วายเอ๊ย...

 

ใครที่มีชื่อดังที่เขียนไว้ตามที่ว่ามานี้ ลองไปคิดชื่อใหม่ให้ฝรั่งเรียกจะดีกว่านะครับ เห็นเป็นเรื่องขำๆ ก็เถอะ แต่ลองคิดดูสิว่า ถ้าเกิดเราต้องติดต่องานกับฝรั่ง แล้วเราต้องใช้ชื่อที่ติดสแลงฝรั่งแบบนั้น ก็คงไม่ดีแน่ๆ

ป.ล. ด้วยความปรารถนาดีจากเจ้าของบล็อก ใครที่ชื่อ "เปิ้น" เวลาไปอยู่เมืองจีน ควรเรียกเต็มๆ ว่า "แอปเปิ้ล" ดีกว่านะ เพราะ "เปิ้น" ภาษาจีนแปลว่า "โง่"