เรื่องสั้น - พันธะพรหมลิขิต
posted on 16 May 2007 16:27 by kennyhass in DOJINSHIขอเว้นพักแปลโดจิน มาขอใช้เนื้อที่ลงเรื่องสั้นสักหน่อย
เรื่องที่คุณจะได้อ่านต่อไปนี้ แรกเริ่มผมเขียนเพื่อส่งประกวดนายอินทร์อะวอร์ด แต่สุดท้ายไม่ผ่านรอบแรก จึงได้นำกลับมาปรับปรุงสำนวนการเขียนใหม่ ให้น่าอ่านยิ่งขึ้น
ค่อนข้างจะยาวไปสักนิด ต้องขยันอ่านหน่อย
* ขอบอกไว้ก่อน เรื่องนี้ผมได้ไปจดลิขสิทธิ์แล้ว หากใครจะเอาไปเผยแพร่หรือใช้ที่ไหน คิดให้ดีๆก่อนนะครับ *
---
(1)
"ยินดีด้วยนะครับ ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ลูกสาวของคุณจะได้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว"
คำพูดของนายแพทย์หนุ่ม ทำให้ผู้เป็นแม่รู้สึกปลาบปลื้มปิติยินดีเป็นอย่างมาก เธอเข้าไปจับมือนายแพทย์และกล่าวคำขอบคุณมากมาย อย่างที่ไม่เคยพูดมากเท่านี้มาก่อนเลยในชีวิต
"จริงเหรอคะ? คุณหมอ โอ... ขอบคุณมากๆค่ะ เดี๊ยนเป็นหนี้คุณหมออย่างมาก ขอบคุณคุณหมอจริงๆที่ช่วยลูกสาวของเดี๊ยนเอาไว้ เอ้า จินนี่ ขอบคุณคุณหมอเขาซะสิลูก"
"ค่ะ ขอบพระคุณคุณหมอค่ะ"
สาวน้อยวัยอุดมศึกษา ผิวขาวเนียน ผมบ๊อบสั้น พนมมือไหว้คุณหมอที่ดูแลรักษาเธอจากอุบัติเหตุรถเมล์พลิกคว่ำเมื่อเดือนก่อน เธอรู้สึกสำนึกในบุญคุณที่ได้คุณหมอคนนี้ช่วยชีวิตเธอไว้ หากไม่เช่นนั้นแล้ว เธออาจจะต้องเสียชีวิตไปพร้อมกับผู้โดยสารคนอื่นในตอนนั้นแล้ว
"ไม่เป็นไรครับ มันเป็นจรรยาบรรณของหมอที่ต้องรักษาผู้ป่วยอย่างเต็มความสามารถ" นายแพทย์หนุ่มกล่าวถ่อมตน "ต้องถือเป็นปาฏิหาริย์ที่คุณจินนี่รอดพ้นจากขีดอันตรายได้ และยังหายจากอาการบอบช้ำในระยะเวลาอันสั้น แถมโชคดีมากที่ไม่มีโรคแทรกซ้อนตามมา โอกาสแบบนี้ ร้อยล้านคนถึงจะมีแบบนี้ได้ครับ"
อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นร้ายแรงมาก หลายคนที่นำส่งโรงพยาบาล ทั้งซี่โครงหัก อวัยวะภายในพกช้ำ เลือกตกใน สมองได้รับการกระทบกระเทือน แต่สำหรับจินนี่ หมอได้ตัดสินใจรับเธอมารักษา เพราะเห็นว่าจินนี่ยังมีเปอร์เซ็นต์ที่จะรอดกว่าคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด
น่าแปลก ถึงแม้อาการบาดเจ็บของเธอจะน้อยกว่าคนอื่น แต่ในทางเทคนิคการแพทย์แล้ว กว่าเธอจะหายเป็นปกติได้ เธอต้องพักฟื้นอยู่นานหลายเดือน และต้องทำกายภาพบำบัดเป็นเวลาอย่างน้อยครึ่งปี แต่สำหรับจินนี่ เธอสามารถฟื้นฟูร่างกายได้เร็วมากจนแพทย์ยังตกใจ สามารถเดินเหินไปไหนมาไหนเองได้ในสี่อาทิตย์ โดยไม่ต้องทำกายภาพบำบัด จนแพทย์ผู้รับผิดชอบเคสของเธอ อนุญาตให้เธอออกจากโรงพยาบาลแห่งนี้ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้เป็นแม่และตนเองปรารถนามากกว่าสิ่งใดในโลก
ชายหนุ่มที่อยู่ข้างระเบียงนอกหน้าต่างเองก็มีสีหน้าที่ยินดีไม่แพ้เธอเช่นกัน...
'...ในที่สุดก็หายดีแล้วสินะ?'
ชายคนนั้นอิ่มเอิบใจเป็นที่สุด เขาเฝ้ารอให้เธอออกจากโรงพยาบาลแห่งนี้มานาน หนึ่งเดือนของเธอช่างเหมือนหนึ่งปีสำหรับเขา เสื้อคอเต่าสีขาว กางเกงและรองเท้าสีเดียวกัน ใบหน้ารูปไข่ ผิวพรรณขาวเนียนสะอาดสะอ้าน ดูเป็นสุภาพบุรุษลูกครึ่งเอเชียกับตะวันตก เชื่อได้เลยว่าถ้าหญิงใดเห็น เป็นต้องลุ่มหลงในรูปกายอย่างแน่นอน
หากแต่จะมีสิ่งมีชีวิตไหนในภพโลก ที่สามารถมองเห็นความหล่อเหลาของสุภาพบุรุษชุดขาวผู้นี้ได้
...ไม่สิ ต้องพูดว่า "ตัวตนของสุภาพบุรุษชุดขาวผู้นี้" ถึงจะถูก
ระเบียงห้องคนไข้ของจินนี่ อยู่สูงถึงแปดชั้น หากมองไปดีๆ จะพบแต่กระถางดอกไม้วางอยู่เต็มระเบียงแคบๆจนไม่มีที่จะให้คนไปยืนตากอากาศอยู่ตรงนั้น นกน้อยสองตัว บินโฉบเฉี่ยวหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน โดยหารู้ไม่ว่า มันกำลังบินลอดใต้ฝ่าเท้าของสุภาพบุรุษผู้หนึ่งอยู่ เช่นเดียวกับคุณลุงวัยใกล้ฝั่ง ที่กำลังยืนบิดขี้เกียจอย่างเมื่อยล้าอยู่ตรงหน้าโรงพยาบาล แสงอาทิตย์หลังห้าโมงเย็นเป็นต้นไป เป็นช่วงที่คนทั่วไปสามารถเงยหน้ามองท้องฟ้าด้วยตาเปล่าได้ แต่ในสายตาของคุณลุงนั้น นอกจากท้องฟ้าอันปลอดโปล่ง และปุยเมฆแล้ว ไม่ปรากฏภาพชายหนุ่มในชุดขาว ที่ยืนอยู่นอกระเบียงหน้าต่างเลย แม้ภาพเลือนราง
มีเพียงแค่ธาตุอากาศ ที่ปูพื้นให้ชายผู้นั้นยืนอยู่ได้
ภายในกระจกหน้าต่างห้องคนไข้ จินนี่เดินเข้าไปสวมกอดผู้เป็นแม่ ผู้ซึ่งอยู่เฝ้าดูเธอที่ต้องนอนรักษาอย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย แม้จะมีเพื่อนฝูงหรือญาติพี่น้องหมั่นเข้ามาเยี่ยมเยียนจินนี่เป็นประจำ แต่แม่ของเธอคือผู้ที่คอยอยู่เคียงข้างเธอตลอดเวลา เพียงเท่านี้ก็ทำให้จินนี่รู้สึกซาบซึ้งในพระคุณของแม่จนไม่รู้ว่าจะหาอะไรในโลกมาตอบแทนได้อีกแล้ว
นายแพทย์หนุ่มฉีกยิ้มให้กับภาพอันน่าประทับใจตรงหน้า ถ้าหากเขาพกกล้องถ่ายรูปมาด้วย เขาคงจะถ่ายรูปสองแม่ลูกในตอนนี้ไปนานแล้ว เขารู้สึกเสียดายมากที่ไม่ได้เอามา ตรงกันข้ามกับชายชุดขาว ไม่ว่าจะเป็นภาพในตอนนี้หรือตอนไหน เขาไม่จำเป็นต้องมีกล้องถ่ายรูปเลยสักตัว เพราะเขาเก็บภาพทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมาในชีวิต เก็บไว้ในความทรงจำอย่างดีแล้ว หากเขาคิดจะเอามาดู เพียงแค่ระลึกถึง ภาพทั้งหมดก็วิ่งออกมาราวกับเหตุการณ์นั้นพึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เอง
บ่อยครั้งที่เขามักจะจินตนาการกับตัวเองว่า กำลังได้ร่ายรำกับจินนี่อยู่บนปุยเมฆ ด้วยจังหวะเพลงที่บรรเลงด้วยเปียโนและเครื่องดนตรีนานาชนิดอย่างหวานซึ้ง หรือไม่ก็พาเธอบินไปเที่ยวประเทศต่างๆที่สวยงามทั่วโลก และแวะไปชมหมู่ดารานอกระบบสุริยะจักรวาลข้ามเดือนข้ามปี แม้จะรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่เขาก็ใฝ่ฝันว่า สักวันหนึ่ง เขาจะทำแบบนี้เพื่อจินนี่สักครั้ง อยากให้ผู้หญิงคนนี้ได้รับรู้ว่า เขารู้สึกอย่างไรกับเธอ
เควินทร์อยากจะให้จินนี่ได้รับรู้ถึงการมีตัวตนของเขาสักครั้ง แต่ด้วยสถานะที่เป็นอยู่ ความปรารถนาจึงเป็นได้เพียงเพ้อฝันตอนกลางวัน
"ข้าคิดแล้วว่าท่านต้องมาที่นี่ ท่านเควินทร์"
สุภาพบุรุษชุดขาวอีกคนหนึ่ง ปรากฏตัวทางด้านหลังอย่างฉับไว การแต่งกายของเขาดูไม่ต่างจากชายชุดขาวนามเควินทร์นักสีหน้าและน้ำเสียงของเขาจริงจังมาก ทรงผมที่เสยเรียบแปล้ คิ้วที่ดกดำ ผิวพรรณสีน้ำผึ้งอ่อน ดูหล่อเหลาไม่แพ้ผู้ใด หากแต่รูปพรรณสัณฐาน ดูจะเป็นรองกว่าอีกฝ่าย ที่สำคัญ เขาสามารถลอยอยู่บนอากาศได้เช่นเดียวกัน
"เจ้าช่างสู่รู้เรื่องของคนอื่นจริงนะ นิลรัตน์" เควินทร์ที่กำลังหันหน้ามองหน้าต่าง พูดโดยไม่สนใจผู้อยู่ข้างหลัง
"นั่นเป็นคำพูดของข้าต่างหาก" สุภาพบุรุษชุดขาวนามนิลรัตน์ กล่าวอย่างไม่พอใจ
"ข้าขออยู่ตรงนี้สักครู่ แล้วข้าจะรีบกลับโดยทันที"
"ท่านจะอยู่ดูนางมนุษย์ผู้นี้อีกแล้วหรือ?"
เหมือนมีธนูหนึ่งดอกยิงเข้าไปที่กลางใจของเควินทร์
"เหตุใดท่านถึงชอบนำทุกข์ใส่ตัวตลอดนะ? นี่ต้องให้ข้าต้องคอยแก้ต่างให้ท่านไปถึงเมื่อไหร่กัน?"
"ข้าขอโทษ บุญคุณที่ผ่านมา ข้าจะชดใช้คืนให้ ถ้ามีโอกาส"
"ท่านเห็นข้าเป็นเทวะที่ช่วยเหลือเพราะหวังผลตอบแทนตั้งแต่เมื่อไหร่? ถ้าท่านไม่ใช่สหายข้า ข้าคงไม่ต้องมาทุกข์ใจแทนท่านหรอก โปรดรู้ไว้ด้วย!"
"นิลรัตน์ ที่เจ้ามาในครั้งนี้ มีจุดประสงค์อันใด?" เควินทร์ตัดถามเพื่อเข้าประเด็น
"ข้าจะมาบอก..." นิลรัตน์เปลี่ยนคำพูด "มาขอร้องท่านว่า เลิกเพ้อฝันถึงนางมนุษย์ได้แล้ว!"
"หมายความว่าอย่างไร!?" เควินทร์หันหน้ามองนิลรัตน์ด้วยความไม่พอใจ
"ท่านรู้แก่ใจตัวเองไม่ใช่หรือ? หรือว่าท่านปล่อยให้ความรู้สึกต้องห้าม บดบังดวงตาจนลืมไปว่า เพราะใคร ที่ทำให้ท่านต้องเกือบสิ้นอำนาจเทวะ?"
"..."
"ท่านเควินทร์ ท่านกำลังจะได้เป็นเอกาเทวะแล้วแท้ๆ แต่พอท่านหลงมัวเมาอยู่กับนางมนุษย์คนนั้น ท่านก็ลืมหน้าที่ของท่านโดยสิ้นเชิง พอสวรรค์รู้เรื่องนี้เข้า ก็มีคำสั่งจะริบรอนอำนาจของท่านให้กลายเป็นเทวดาชั้นต่ำสุดโดยทันที ดีที่ข้าไปช่วยไกล่เกลี่ยกับทางสวรรค์ได้สำเร็จ ท่านจึงรับโทษเบาเพียงแค่ถูกริบอำนาจเหลือเพียงตรีเทวะแทน!"
"..."
" พอมาตอนอุบัติเหตุเมื่อเดือนก่อน ท่านก็แส่เข้าไปช่วย ยังไม่พอ ท่านยังใช้อำนาจของเทวะ บันดาลให้นางมนุษย์ฟื้นตัวไวเกินที่ควรจะเป็น ถือเป็นความผิดขั้นร้ายแรง จนทางสวรรค์จะตัดสินลงโทษท่านให้ไปจุติเป็นมนุษย์ถึงแปดชาติ แล้วคิดว่าใครที่ทำให้ท่านได้รับลดโทษเพียงริบอำนาจเหลือแค่จัตวาเทวะ ถ้าไม่ใช่ข้า?"
"...ข้าเพียงแค่ทำในสิ่งที่ทูตสวรรค์ควรทำเท่านั้น ข้าผิดตรงไหนที่ช่วยผู้หญิงแค่คนเดียวไม่ได้?" เควินทร์เถียง ทั้งๆที่รู้ว่าสิ่งที่นิลรัตน์พูด เป็นความจริงทั้งสิ้น
"ปัดโธ่เอ๊ย!! ท่านเป็นเทวะได้อย่างไร ถึงได้โง่เขลาเช่นนี้ นี่ท่านลืมกฎบัญชาสวรรค์ไปแล้วสิ้นหรืออย่างไร!?"
เหตุไฉนเควินทร์เทวาจะจำไม่ได้? กฎบัญชาสววรค์เป็นสิ่งที่ทูตสวรรค์ทุกองค์จำเป็นต้องรู้ เทวะคือผู้ที่คอยดูแลความสงบเรียบร้อยของเหล่าเทวดาที่ตนมอบหมายให้รับผิดชอบ เทวะจึงไม่มีสิทธิ์อ้างว่าไม่รู้กฎบัญชาสววรค์
ความผิดของเควินทร์ในตอนนี้ มีอยู่ห้าคดี ข้อแรก - ไม่สนใจดูแลทุกข์สุขของหมู่เทวดาในความรับผิดชอบ ข้อสอง มีความเสน่หาในตัวมนุษย์บนภพโลก ซึ่งถือเป็นสิ่งต้องห้าม เพราะทูตสวรรค์ทุกองค์ต้องรักมนุษย์อย่างเท่าเทียม จะให้ความสำคัญเพียงคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษไม่ได้ ข้อสาม - แทรกแซงการทำงานของมัจจุราช ซึ่งอยู่คนละภพและคนละสายงาน ข้อสี่ - ใช้อำนาจของเทวะในทางที่ไม่สมควร เพราะถึงแม้เทวะจะมีอำนาจบันดาลให้เกิดผลต่างๆบนภพโลกได้ แต่การใช้อำนาจเทวะกับมนุษย์ด้วยเสน่หา ถือเป็นการกระทำที่ผิดตามคดีข้อที่สอง
และข้อห้า - ขัดขวางพรหมลิขิตไม่ให้เป็นไปตามที่วางไว้ ซึ่งถือเป็นอาญาขั้นร้ายแรง เพราะพรหมลิขิตของมนุษย์แต่ละคนได้ถูกเขียนเอาไว้ตั้งแต่เริ่มมีการปฏิสนธิในครรภ์มารดา โดยใช้ผลกรรมที่เคยทำเมื่อชาติปางก่อนในการพิจารณาตัดสินว่า ชีวิตของคนๆนั้นจะประสบความสำเร็จ ล้มเหลว หรือมีบั้นปลายชีวิตอย่างไร เพื่อเป็นการรักษาสมดุลของสิ่งมีชีวิตบนภพโลก หากมีอะไรบางอย่างที่ไม่ทำให้มนุษย์คนนั้นเป็นไปตามที่วางไว้ มันจะส่งผลต่อพรหมลิขิตอีกหลายร้อย หลายพันชีวิต หรือบางทีอาจจะส่งผลต่อคนทั้งโลกได้อีกด้วย หากเกิดเหตุเช่นนี้ขึ้น สวรรค์ก็ต้องลงมาแก้พรหมลิขิตคนบนโลกใหม่หมด ซึ่งเสียเวลามาก ดังนั้น หากมีใครมาขัดขวางพรหมลิขิตมนุษย์ไม่ให้เป็นไปตามที่วางไว้ แม้จะเพียงแค่คนเดียว ทูตสวรรค์ผู้นั้นก็จะต้องได้รับโทษขั้นรุนแรง ตั้งแต่ริบอำนาจไปจนถึงส่งไปจุติบนภพโลก
โชคยังดีที่นิลรัตน์เทวา สหายของเควินทร์ มีพระบิดาที่คุมอำนาจตุลาการสวรรค์ อีกทั้ง ตลอดที่ผ่านมา เควินทร์มีผลงานดีเยี่ยม ไม่เคยขาดตกบกพร่องเลย นิลรัตน์จึงสามารถเกลี้ยกล่อมขอให้พระบิดาช่วยลดหย่อนโทษได้บ้าง
แต่เควินทร์ไม่ได้ต้องการเช่นนั้น
"นิลรัตน์ สหายข้า ข้าขอบใจเจ้ามากที่เป็นห่วงเป็นไย แต่ถ้าหากเจ้าหวังดีต่อข้าอย่างที่พูดจริง ได้โปรดเถอะ อย่ามายุ่งเรื่องของเราเลย เจ้าไม่จำเป็นต้องเป็นเดือดเป็นร้อนแทนข้าอีกแล้ว หากข้าต้องรับโทษ ข้าก็ขอน้อมรับด้วยความสุจริต"
"ท่านเอาสิ่งใดมาพูด!? ท่านยังไม่เข้าใจหรือว่า ถ้าหากท่านไปยุ่งเกี่ยวกับชะตาชีวิตของนางมนุษย์ผู้นั้นอีกครั้ง คราวนี้ท่านจะต้องไปจุติเป็นสัตว์เดรัจฉานแปดชาติอย่างเลี่ยงไม่ได้แล้ว!!"
คำพูดของนิลรัตน์ ทำให้เควินทร์หายใจกระตุก ดวงตาเบิกโตเมื่อได้ยินคำว่า ไปจุติเป็นสัตว์เดรัจฉาน
"ทางสวรรค์ฝากบอกมาว่า ถึงแม้ท่านจะถูกตัดสินโทษแค่ริบอำนาจเพียงขั้นเดียว แต่สวรรค์จะคอยจับตามองท่านอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้แน่ใจว่าท่านจะไม่ทำอะไรที่เป็นการขัดขวางพรหมลิขิตของนางมนุษย์ผู้นั้น หากแม้นเข้าใกล้นางเพียงคืบพระหัตถ์ สวรรค์จำต้องลงโทษส่งไปจุติโดยทันทีและข้าต้องขอขมาท่านด้วย ข้าไม่อาจช่วยขอลดโทษจากพระบิดาให้ท่านได้อีกแล้ว พระองค์กล่าวว่ามันเป็นเรื่องที่ยากจะให้อภัยได้อีกต่อไปนี่แหล่ะคือเหตุผลที่ข้าเดินทางมาหาท่าน ก็เพื่อมาเตือนให้ทราบเรื่องนี้!!"
"หมายความว่า จินนี่..." เควินทร์พูดถอดสีหน้า
"ท่านเควินทร์ ผลกรรมที่นางจินตนาได้ทำไว้เมื่อชาติที่แล้ว มันส่งผลให้พรหมลิขิตของนางต้องตายด้วยอุบัติเหตุอย่างน่าเวทนา ข้าเสียใจด้วย แต่พรหมลิขิตมันต้องเป็นไปตามนั้น ท่านเป็นเทวะก็น่าจะรู้ไม่ใช่หรือว่า การไปฝืนพรหมลิขิต มันมีโทษมหันต์เพียงใด!" นิลรัตน์ขมวดคิ้ว
เควินทร์ไม่ได้โง่เขลา ทูตสวรรค์ระดับจัตวาเทวะอย่างเขา ไม่มีทางไม่รู้ถึงพรหมลิขิตของจินนี่ที่จะต้องตายด้วยอุบัติเหตุ
เขารู้ว่าเมื่อชาติปางก่อน จินนี่ได้เคยฆ่าคนบริสุทธิ์มานับไม่ถ้วน แต่ละคนที่เธอได้ฆ่า ล้วนเป็นเด็กและผู้หญิงทั้งนั้น แต่ด้วยผลบุญที่เคยสะสมมาเมื่อชาติก่อนๆ เมื่อนำมาหักล้างกับบาปที่ได้ทำมา จึงกลายเป็นว่า ชาตินี้เธอต้องมาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อมาตายตอนอายุยี่สิบเอ็ดปีบนภพโลก ด้วยอุบัติเหตุอย่างน่าสยดสยอง พร้อมกับมนุษย์คนอื่นๆที่เคยทำกรรมคล้ายๆกันเมื่อชาติที่แล้ว
กรรมที่เคยทำเมื่อชาติปางก่อน จะส่งผลต่อชีวิตในชาติต่อๆไป นี่คือระบบการสร้างพรหมลิขิตที่สวรรค์ปฏิบัติมาตั้งแต่ยุคที่มนุษยชาติเริ่มสร้างอารยธรรมของตัวเอง เพื่อควบคุมไม่ให้มนุษย์มีพฤติกรรมที่ชั่วร้าย อันจะก่อให้เกิดเสียสมดุลทางธรรมชาติ เควินทร์จดจำคำสอนที่สืบเนื่องมานับพันปีไม่มีวันลืม
"ข้าทำได้เพียงแค่มองดูนางตายต่อหน้าเท่านั้นเองหรือ?"
"ข้าเสียใจด้วย เรื่องเช่นนี้ท่านต้องทำใจ"
"ไม่มีทางแก้ได้เลยหรือ นิลรัตน์?" เควินทร์ถามในสิ่งที่เขารู้คำตอบที่ถูกต้องอยู่แล้ว
"ท่านไม่สมควรทำเช่นนั้น!" สหายของเขาพูดเสียงดัง
"ในเมื่อเป็นเช่นนั้น..." เควินทร์ถอนหายใจ "นิลรัตน์ จะว่าอะไรไหม ถ้าหากข้าจะขอยืนดูเธอตรงนี้สักพัก..."
นิลรัตน์ส่ายหน้าอย่างเหนื่อยหน่าย
"...ท่านเลือกทางของท่านเอง ข้าไม่รู้ด้วยแล้ว"
เขาผิดหวังเป็นอย่างมาก ที่ตนไม่สามารถให้สหายรักเปลี่ยนความคิดตัวเองได้ ไม่มีประโยชน์ที่จะไปเสวนากับทูตสวรรค์ที่เห็นความหวังดีเป็นเพียงลมพัดผ่านจึงตัดสินใจหายตัวกลับไปยังภพสวรรค์ ทิ้งให้เควินทร์ยืนลอยอยู่ตรงข้างหน้าต่าง มองผู้หญิงผ่านหน้าต่างห้องคนไข้อย่างเจ็บช้ำและเดียวดาย
'นิลรัตน์...เจ้าไม่มีวันเข้าใจ...ข้าเจ็บปวดแค่ไหนที่ทำได้เพียงแค่รับรู้ว่า...คนที่ข้ารัก...ต้องตาย...'
(2)
หลายอาทิตย์ต่อมา จินนี่ได้เดินทางไปเที่ยวทะเลที่เกาะพีพีกับเพื่อนๆที่มหาวิทยาลัย เพื่อเป็นการฉลองที่เธอหายเป็นปกติ จินนี่ชอบทะเลมาตั้งแต่เด็กๆแล้ว ทุกๆปิดเทอมฤดูร้อน จินนี่มักจะไปเที่ยวทะเลกับพ่อแม่ของเธอเสมอ เธอรักแสงแดด หาดทราย สายลม ท้องฟ้าสีคราม และทุกๆอย่างที่เป็นชายทะเลมากพอๆกับดนตรีที่เธอเล่น เมื่อพวกเพื่อนๆชวนเธอไป มีหรือที่จินนี่จะปฏิเสธ
แน่นอนว่า เควินทร์ย่อมที่จะติดตามเธอไปด้วย แม้จะไม่มีใครขอร้อง หรือมีตัวตนให้ใครห้ามก็ตาม
วันนี้ดูจะเป็นวันพิเศษสำหรับจินนี่ เพราะเพื่อนคนหนึ่งได้เช่าเรือเดินทางไปเกาะพีพี เรือที่พวกเธอนั่ง เป็นเรือที่หรูหราที่สุดในย่านนั้น เพราะครอบครัวของเพื่อนคนนั้นมีชื่อเสียงด้านธุรกิจการท่องเที่ยว จึงสามารถขอเช่าเรือสุดหรูของตัวเองได้โดยที่ไม่ต้องออกตังค์เลยสักสลึงเดียว
เควินทร์ไม่เข้าใจว่า เหตุใดพวกมนุษย์จึงชอบน้ำทะเลมากนัก ก็แค่น้ำจากมหาสมุทรธรรมดา มันมีอะไรน่าสนใจแค่ไหน แต่ที่เขารู้ ภาพของหญิงสาวในชุดสบายเข้ากับบรรยากาศทะเล และสายลมที่พัดกระทบเธอขณะมองดูผืนทะเลอย่างสุขใจตรงข้างดาดฟ้าเรือ ช่างงดงามอะไรเช่นนี้...
เควินทร์อยากจะโอบกอดจินนี่ หวังให้อีกฝ่ายรู้สึกได้ถึงตัวตนของเขา แม้จะเป็นเพียงความหวังที่ไม่ต่างจากเอาดาวเดือนมาถักร้อยเป็นเครื่องประดับ อีกด้วยเกรงอำนาจสวรรค์ เควินทร์จึงได้แต่ลอยอยู่เหนือฟ้า มองดูหญิงสาวอยู่ห่างๆอย่างเศร้าใจ
แรกเริ่ม เควินทร์ไม่ได้มีความเสน่หาในตัวมนุษย์ เฉกเช่นทูตสวรรค์องค์อื่น ทุกอย่างเริ่มต้นเมื่อหลายเดือนก่อน เควินทร์ได้รับสิทธิ์จากสวรรค์ให้ลาพักกิจ จึงเดินทางลงมาท่องเที่ยวบนภพโลก เพื่อพักผ่อนจากภาระประจำที่รับผิดชอบอยู่บนสวรรค์
ในวันเวลาเดียวกัน ระหว่างที่เควินทร์นั่งพักเหนื่อยอยู่บนระเบียงของโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง เขาได้ยินเสียงเปียโนบรรเลงเพลงของภพโลกที่เขาคุ้นเคยจากหน้าต่างของห้องเรียนวิชาดนตรีดังข้างๆ ไม่ไกลจากที่นั่งพักอยู่ จึงได้เหาะไปดูด้วยความสงสัยว่าใครเป็นคนเล่น แล้วเขาก็ได้พบกับหญิงสาวนักศึกษาฝึกสอน กำลังเล่นเปียโนและร้องคลอบรรเลงเพลงได้อย่างไพเราะจับใจมากที่สุดเท่าที่เขาได้เคยฟังเพลงของมนุษย์ที่ไหนบนโลก
เควินทร์หลับตาพริ้มเพื่อเสพบทเพลงและท่วงทำนองที่สร้างความรู้สึกให้ทูตสวรรค์คนนี้ เหมือนได้กลับไปนอนหนุนตักพระมารดาเมื่อครั้งเยาว์วัย ดั่งได้ดื่มน้ำทิพย์ที่ชุ่มฉ่ำ ความยาวของบทเพลงเพียงไม่ถึงสามนาทีบนโลก ช่างยาวนานมากสำหรับความสุขที่เขาได้รับ
เมื่อเพลงบรรเลงจบ นักเรียนหลายสิบคนที่อยู่ในชั่วโมงเรียนวิชาดนตรี ก็ปรบมือให้อย่างเกรียวกราว เควินทร์ก็เช่นเดียวกัน เขารู้สึกประทับใจผู้หญิงคนนั้นเป็นอย่างมาก และอยากจะรู้ว่าเธอเป็นใคร ทำไมถึงได้ร้องเพลงได้เพราะกว่านางสวรรค์บางองค์เสียอีก จึงได้ติดตามผู้หญิงคนนั้นไปตลอดอยู่หลายสัปดาห์ และได้รู้อะไรหลายๆอย่าง นอกจากเธอชื่อ "จินตนา มณีเจ็ดรัศมี" หรือที่หลายคนชอบเรียกว่า "จินนี่"
เธอเป็นลูกสาวในครอบครัวนักดนตรี แม่เป็นนักเปียโน พ่อเป็นมือกีต้าร์ ทุกๆเย็นจินนี่กับพ่อและแม่จะล้อมวงเล่นดนตรีที่อยากเล่นสักสองเพลงหลังอาหารเสมอ ด้วยเหตุที่จินนี่เติบโตมากับเสียงเพลง ทำให้เธอมีพรสวรรค์ในด้านการเล่นดนตรีแทบทุกประเภท โดยเฉพาะทักษะการร้องเพลงซึ่งจินนี่ถนัดมากที่สุด เธอเคยผ่านประกวดการร้องเพลงมาแล้วหลายรายการ ส่วนใหญ่จะอยู่ที่อันดับรองชนะเลิศอันดับสองหรือไม่ก็อันดับสาม
เหตุผลที่จินนี่ไม่เคยได้รางวัลชนะเลิศ เป็นเพราะระบบอุปถัมภ์ของผู้ทรงอำนาจทางวงการเพลง อันเป็นวงจรอุบาทว์ที่คนในวงการดนตรีย่อมรู้ดี
จินนี่ใฝ่ฝันอยากจะมีอัลบั้มและเพลงของตัวเอง แม้เธอจะอยู่ในครอบครัวดนตรี แต่ด้วยยุคสมัยมนุษย์ในปัจจุบัน การแจ้งเกิดบนเวทีเป็นไปได้ยาก หากขาดซึ่งการอุปถัมภ์จากผู้มีอิทธิพลในวงการดนตรี เควินทร์ปรารถนาที่จะให้จินนี่ได้แสดงฝีมือ เขาคิดว่าบทเพลงที่เธอเปร่งออกมาทำถ้อยคำ สามารถทำให้ทุกคนบนโลกเคลิบเคลิ้มอย่างมีความสุขเช่นเดียวกับตน ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจที่จะอยู่เคียงข้างจินนี่ จนวันเวลาผ่านไป ด้วยอำนาจดลบันดาลของเควินทร์เทวา จินนี่ก็ได้มีโอกาสร้องเพลงประกอบให้กับละครชื่อดัง "มายารัตติกาล" ซึ่งถือเป็นก้าวแรกสู่บันไดความสำเร็จ ที่เธอก้าวเดินได้ด้วยความสามารถของตัวเอง หาใช่ผู้ทรงอำนาจทางวงการดนตรีเฉกเช่นผู้อื่น นอกจากใช้อำนาจดลใจให้ผู้ผลิตเพลงค่ายหนึ่งมาติดต่อจินนี่ให้ไปร้องเพลง และขัดขวางการกลั่นแกล้งจากลูกหลานในอุปถัมภ์ เขาไม่ได้ช่วยอะไรอย่างอื่นเลย
เขาเพลิดเพลินกับเสียงเพลงของจินนี่ จนลืมไปว่าตนเองเลยสิทธิ์ในการพักผ่อนมานานมากแล้ว ด้วยเหตุนี้เอง เควินทร์จึงถูกสวรรค์ลงโทษในห้าข้อหาตามที่เคยกล่าวเอาไว้ แต่การลงโทษด้วยเพียงลดอำนาจสำหรับเควินทร์ ไม่ได้ทำให้เขาตัดใจจากจินนี่ไปได้ ตรงกันข้าม การลดขั้นทำให้ภาระรับผิดชอบในฐานะเทวะลดน้อยลง ทำให้เขามีเวลาว่างที่จะเดินทางลงไปเยี่ยมจินนี่ที่โลกมนุษย์ได้ทุกครั้งที่เสร็จงาน
จนกระทั่งในเช้าวันที่ฝนตกกระหน่ำ ขณะที่เควินทร์ลงมายังโลกมนุษย์ เขาก็พบอุบัติเหตุรถเมล์พลิกคว่ำอยู่ตรงแถวสี่แยก ย่านตลาดนัดแห่งหนึ่ง มีผู้บาดเจ็บสาหัสและคนตายมากมาย และเควินทร์ก็ต้องตกใจ เมื่อพบว่า หนึ่งในผู้โดยสารในรถเมล์นั้น มีจินนี่อยู่ด้วย!!
มีกฎอยู่ข้อหนึ่งที่ทูตสวรรค์ทุกองค์จำได้ขึ้นใจคือ "ทูตสวรรค์ทุกระดับไม่มีสิทธิ์ไปก้าวก่ายความเป็นความตายของสัตว์โลก โดยไม่ได้รับบัญชาจากสวรรค์" ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เป็นการทำลายสมดุลของชีวิต แน่นอนว่าเควินทร์จำกฎข้อนี้ได้เป็นอย่างดี แต่ทว่า เขาได้ใช้อำนาจของเทวะ ดลบันดาลให้จินนี่ที่อยู่ในสภาพที่ใกล้จะตาย มีอาการที่ทรงตัวขึ้น ทำให้จินนี่มีชีวิตพอรอดให้ถึงที่โรงพยาบาลได้ แน่นอนว่ายมทูตที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นไม่พอใจเป็นอย่างมาก เพราะตนได้รับหน้าที่ให้มารับดวงวิญญาณของจินนี่ซึ่งได้รับการบันทึกไว้ว่า จะต้องตายในวันนั้น แต่กลับกลายเป็นว่า เธอรอดตายมาได้ ทำให้ยมทูตไม่สามารถรับดวงวิญญาณของเธอไปได้ เควินทร์ถูกทางสวรรค์ลงโทษ พร้อมกับสั่งพักงานและริบอำนาจบางส่วนออกไป แต่ให้คงไว้ซึ่งความเป็นเทวะ เนื่องจากผลกรรมที่เคยสะสมมานับห้าร้อยกว่าชาติ
อย่างที่นิลรัตน์เทวะกล่าว ความผิดจากการขัดขวางพรหมลิขิตไม่ให้เป็นไปตามที่กำหนด ถือเป็นอาญาขั้นร้ายแรง แม้ว่านิลรัตน์จะใช้บารมีจากพระบิดาช่วยลดโทษให้เพียงแค่ลดอำนาจ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าสวรรค์จะอยู่นิ่งเฉย พวกเขาคอยจับตาเควินทร์อยู่ตลอดเวลา เพื่อให้แน่ใจว่า เควินทร์จะไม่ทำอะไรที่เป็นการทำลายสมดุลของโลกอีกครั้ง
ไม่ว่ายังไง จินนี่จะต้องตายตามพรหมลิขิตที่กำหนดไว้...
'พรหมลิขิต...ตัดสินชะตาชีวิต...รักษาสมดุลโลก...'
'สวรรค์ทำถูกต้องแล้วหรือ?'
ในรอบสี่พันกว่าปี ทูตสวรรค์ที่กล้าตั้งคำถามแบบนี้ มีเพียงเควินทร์เท่านั้น เพราะหลังจากการตัดสินลงโทษจากสวรรค์ในครั้งที่สอง เขารู้สึกแคลงใจกับคำว่า "กรรม" เป็นอย่างมาก และได้ตั้งคำถามซ้ำไปซ้ำมากับตัวเองอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
'...มนุษย์เกิดมาต้องรับกรรมทำชั่วที่เคยทำไว้เมื่อชาติปางก่อนด้วยหรือ?'
'ถ้าหากชาตินี้ มนุษย์ได้กลับตัวกลับใจเป็นคนดี สวรรค์จะไม่ยกโทษด้วยการไม่เอาผิดในกรรมที่ทำเมื่อชาติที่แล้วไม่ได้หรือไง?'
'ทำไมมนุษย์ดีๆ บางคน ต้องมารับกรรมด้วยความตาย ในขณะที่มนุษย์เลวๆ อีกหลายคน กลับมีชีวิตได้เสวยสุขบนภพโลกอย่างไม่เกรงใจ และสวรรค์ก็ได้แต่รอมันหมดอายุไข ด้วยเหตุเพราะพรหมลิขิตถูกเขียนไว้แบบนั้น?'
'สวรรค์มองไม่เห็นหรืออย่างไร? ผู้หญิงที่พวกท่านตั้งพรหมลิขิตให้ต้องตาย กำลังจะได้เป็นนักร้องที่มีชื่อเสียง ในภายภาคหน้า เธอจะใช้ดนตรีขับกล่อมจิตใจให้มนุษย์มีรอยยิ้ม มีความสุข มีกำลังใจให้ลุกขึ้นต่อสู้กับชะตากรรมที่ตนเองต้องได้รับ'
'คนแบบนี้หรือ ที่สมควรต้องตาย?'
'นี่หรือ? คือฆาตกรที่เคยฆ่าคนมาเป็นร้อยๆ นี่มันหญิงสาวตัวน้อยๆคนหนึ่งชัดๆ'
'แล้วเหตุใด สวรรค์ถึงต้องทำกับเธอแบบนี้!?'
ปึ้ง!!!
(3)
จู่ๆตรงส่วนท้องเรือก็เกิดไปชนกระแทกเข้ากับอะไรสักอย่างที่อยู่ใต้น้ำอย่างน่าประหลาด ทำให้ตัวเรือเกิดเสียหลัก เหล่านักศึกษาหญิงต่างหาที่เกาะเพื่อเอาตัวรอดกันอย่างอลหม่าน เพื่อไม่ให้ตัวเองตกจากเรือ
สักพักกัปตันเรือก็วิ่งขึ้นมาบนดาดฟ้าเพื่อมาเช็คดูว่า ผู้โดยสารทุกคนที่อยู่ในนั้นปลอดภัยทุกคนหรือไม่ ซึ่งก็ปลอดภัยกันทุกคน
แต่นั่นไม่ได้ทำให้พวกสาวๆรู้สึกคลายกังวลไปได้
เพราะมีอยู่หนึ่งคนที่ไม่ได้อยู่บนดาดฟ้าเรือ นั่นคือ "จินนี่"
ช่วงที่ท้องเรือชนกับวัตถุประหลาด จินนี่ก็ตกลงจากระเบียงบนดาดฟ้าเรือลงสู่ผืนทะเล โชคร้ายที่ความรักที่มีต่อทะเล ไม่ได้ช่วยให้เธอว่ายน้ำได้เก่งขึ้นเลย ตรงกันข้าม เธอว่ายน้ำไม่เก่งมาตั้งแต่เด็กแล้ว
จินนี่พยายามตะโกนร้องขอความช่วยเหลือจากเพื่อนๆที่อยู่ในเรือ แข่งกับฟ้าร้องและพายุฝนกระหน่ำที่ซัดเข้ามาอย่างไร้เหตุผล ทั้งที่ก่อนออกเรือก็ไม่มีทีท่าว่าจะมีพายุเข้ามากระแสน้ำคลื่นซัดผู้เคราะห์ร้ายอย่างบ้าคลั่งให้ออกห่างจากเรือไปทุกขณะ ปานเจตนาจะให้จบชีวิตอยู่ในที่ๆเธอรัก ท้องฟ้าสีครามถูกเปลี่ยนสีเป็นสีเทาหม่นดั่งจะไว้ทุกข์ให้แก่ผู้ถึงฆาตสถานการณ์เลวร้ายเช่นนี้ หากมีผู้ใดประสงค์จะลงไปช่วยให้ทันท่วงที ผู้นั้นคงต้องว่องไวดั่งสายลมกรด
'นี่คือ...พรหมลิขิตของเธอ?...'
'นี่เราได้เพียงแค่ยืนดูความตายเท่านั้นเองหรือ?'
เควินทร์ลอยลงมามองจินนี่ที่ไร้ซึ่งโอกาสทางรอดอย่างทุกข์ระทมเขามีโอกาสที่จะเข้าไปช่วยเธอ แต่ด้วยโทษทัณฑ์ของตน เขาไม่อาจทำอะไรที่เป็นการท้าทายเบื้องสูงได้
'ปัดโธ่เอ๊ย!! เราทำอะไรไม่ได้เลยหรืออย่างไร!?'
เสียงฟ้าร้องเปล่งเสียงดังกัมปนาทอยู่เป็นเวลานาน มากพอที่จะทำให้ผู้ลอยอยู่เหนือระดับน้ำทะเลประมาณห้าเมตรใจหดหู่ดั่งถูกเหล่าทวยเทพรุมสาปแช่งทันใดนั้นเอง ก็มีแสงสีดำระเบิดเหนือผิวน้ำ และม่านมิติสีดำก็เปิดออก พร้อมกับยมทูตในเสื้อคลุมโทรมๆสีดำ เดินออกจากทวารอย่างช้าๆ...
มิติสีดำปิดตัวลงทันทีที่มันก้าวพ้นออกมา มันค่อยๆหันใบหน้าอันน่าสะอิดสะเอียนมองทูตสวรรค์ในชุดขาวที่ได้แต่ยืนมองดูความตายของนางมนุษย์คนหนึ่ง ดั่งรู้ว่าอีกฝ่ายต้องการจะทำอะไร
ยมทูตตนนั้น คือผู้ที่จะมารับดวงวิญญาณของจินนี่มาตั้งแต่แรก...
มันแสยะยิ้มอย่างมีชัย สายตาอันน่าสะพรึงกลัวชำเลืองมองผู้มาจากภพสวรรค์ คล้ายจะเอ่ยคำพูดว่า "นี่เป็นหน้าที่ของข้า ทูตสวรรค์อย่างเจ้าอย่ามาแส่" มันถือบ่วงเพื่อตั้งท่าเตรียมเหวี่ยงไปที่เป้าหมายซึ่งกำลังตะเกียดตะกายเอาตัวรอดจากน้ำทะเลซึ่งลึกเกินที่คนทั่วไปจะหยั่งถึง มันไม่ต้องทำอะไรมาก เพียงตวัดไปนิดเดียว บ่วงก็เข้าไปรัดที่ต้นคอของจินนี่อย่างแม่นยำ
จินนี่รู้สึกอึดอัด หายใจลำบากเนื่องจากน้ำทะเลที่สูงท่วมปากถึงจมูก ในวินาทีนั้นเธอมีความรู้สึกแบบเดียวกับตอนที่รถเมล์พลิกคว่ำเมื่อหลายเดือนก่อน แต่ต่างกันตรงที่เธอไม่ได้ถูกกระแทกจนบอบช้ำ
"ใครก็ได้ ช่วยฉันด้วย!!" นี่คือคำพูดที่เธอพยายามเปล่งออกมา แต่มาช้าเกินไปที่จะมีใครมาช่วย ยมทูตสีดำพยายามกระตุกบ่วงเพื่อดึงวิญญาณเป้าหมายออกจากกายหยาบ แม้ว่าบ่วงเส้นนี้จะดึงวิญญาณออกได้ก็ต่อเมื่อร่างที่ถูกบ่วงรัดตายสนิท แต่ในสภาพแบบนี้ ต่อให้ตายแล้วหรือยังไม่ตายตอนนี้ มันก็ไม่ต่างอะไรนัก
"ช่วยด้วย... ใครก็ได้... ช่วยที..."
จินนี่ตะโกนอย่างอ่อนแรง เธอไม่สามารถตะกายขึ้นเหนือน้ำได้ไหวอีกแล้ว เควินทร์เม้มปากและกำหมดอย่างสั่นๆ ด้วยความอดกลั้น เขาไม่ควรจะไปแทรกแซงหน้าที่ของยมทูต ไม่ควรจะไปขัดขวางพรหมลิขิต ไม่ควรจะไปช่วยเธอ...
ไม่ควร...
แต่ความอดทนและความถูกต้องของเทวะ ได้พังทลายจนสูญสิ้นแล้ว!
"หยุดนะ!!!"
เควินทร์ตัดสินใจพุ่งเข้าชนยมทูตอย่างเต็มแรง จนยมทูตกระเด็นออกไปไกล และปล่อยมือออกจากบ่วงในที่สุด เขารีบเหาะเข้าไปหาจินนี่และประคองเธอขึ้นให้ศีรษะพ้นน้ำ ฉับพลันนั้นเอง ร่างของเควินทร์ก็เหมือนถูกไฟช็อตไปทั่วร่างกายจนแทบจะกระดิกตัวเองไม่ได้ แต่ยังพอมีแรงที่จะลอยตัวอยู่บนผิวทะเลได้บ้าง เขามองดูมือทั้งสองข้างของตน มันค่อยๆเริ่มป่นสลายราวกับฝุ่นละออง รับรู้ได้ว่า สวรรค์ได้ติดสินโทษสถานสุดท้ายโดยไม่ต้องขึ้นต่อตุลาการสวรรค์แล้ว
กระบวนการการส่งเควินทร์ไปจุติ ได้เริ่มต้น ณ บัดนี้
"ข้าแต่สวรรค์...ข้าทำผิด...ข้าก็เต็มใจที่จะรับโทษ... แต่ได้โปรดเมตตาด้วยเถิด... มันยังไม่ใช่เวลานี้..." เควินทร์กัดฟันพูดด้วยน้ำเสียงแห่งความเจ็บปวด ขณะที่กำลังเข้าไปพยุงร่างของจินนี่ให้หัวขึ้นพ้นน้ำ ยังมีเวลามากพอที่เควินทร์จะปกป้องจินนี่ได้อยู่ เพราะกระบวนการย่อยสลายร่างของทูตสวรรค์เพื่อส่งไปจุติ ส่วนใหญ่จะใช้เวลาค่อนข้างนาน เนื่องจากต้องผ่านระบบคัดสรรเพื่อค้นหาครรภ์มารดาที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงผลกรรมและจำนวนของผู้ที่ต้องไปจุติเป็นหลักหากมีน้อยก็ได้ไปจุติเร็ว หากมีมากก็ได้ไปจุติช้า หากมีกรรมดีก็ได้ไปจุติในที่ๆดี หากมีกรรมเลวก็ต้องไปจุติในครรภ์ของเดรัจฉานสัตว์
แต่ยังไม่ทันที่จะยกร่างได้สูงพอ ยมทูตก็พุ่งเข้าชนเควินทร์อย่างจังเป็นการเอาคืน ใบหน้าของมันบูดเบี้ยวด้วยความแค้น แต่ไหนแต่ไรทูตสวรรค์กับยมทูตก็ไม่ค่อยจะถูกชะตากันมานานแล้ว แม้จะสงบศึกไปตั้งแต่สงครามเทพและซาตานเมื่อห้าพันปีก่อน ยิ่งถ้าเป็นการล้ำเส้นขอบเขตของหน้าที่ถึงสองครั้งซ้อน ยิ่งทำให้ยมทูตสีดำอยากจะปลิดชีพทูตสวรรค์นอกคอกองค์นี้ให้จงได้
ยมทูตชูมือขึ้นเพื่อเสกเคียวขึ้นมา มันคำรามและกวัดแกว่งเคียวอันใหญ่ แหลม และคมไปยังเควินทร์อย่างบ้าคลั่ง แต่เควินทร์ก็ทำได้เพียงแค่กางม่านพลังขึ้นเพื่อปกป้องตัวเขาและจินนี่ที่กำลังหมดสติอยู่ภายใต้อ้อมกอด
"คุณครับ!! แข็งใจเอาไว้นะครับ!! ผมกำลังมาช่วยแล้ว!!"
ลูกเรือที่นั่งเรือชูชีพ พยายามจ้วงพายเรือต่อสู้กับกระแสคลื่นวิปราศเพื่อไปช่วยหญิงสาวที่กำลังลอยอยู่เหนือน้ำอย่างยากลำบาก โชคยังดีที่มนุษย์โลกไม่สามารถมองเห็นการต่อสู้ระหว่างยมทูตและทูตสวรรค์ได้ เควินทร์เริ่มเห็นเป็นโอกาส จึงตัดสินใจ ใช้อำนาจของเทวะทั้งหมดที่มีอยู่ในตัว เพิ่มพลังป้องกันของม่านให้สูงมากขึ้น ซึ่งนั่นทำให้ร่างของตนเริ่มสลายกลายเป็นฝุ่นเร็วมากยิ่งขึ้น ความรู้สึกในตอนนี้ มันเหมือนถูกตัวอะไรฉีกเนื้อเป็นชิ้นเล็กเท่าเม็ดทรายเป็นจำนวนมาก มันทรมานยิ่งกว่าถูกเข็มนับสิบหมื่นเล่มเล่มทิ่มแทงไปทั่วร่างกาย
แต่ไม่มากเท่ากับการที่ต้องมาทนฝืนเห็นมนุษย์ที่ตัวเองรัก ต้องมาตายต่อหน้า โดยที่ตนทำอะไรไม่ได้
...ไม่สิ ต้องพูดว่า "ไม่ได้ทำอะไรเลย" ถึงจะถูก
เขายอมไม่ได้ ถึงเขาจะมีโอกาสดีๆที่จะได้เจอจินนี่ที่อีกฟากหนึ่งของภพโลก แต่เขาไม่ต้องการจะให้เป็นแบบนั้น...
'จินนี่เหมาะที่จะมีชีวิตอยู่... เพื่ออนาคตที่ดี... และเพื่อมนุษย์ทุกคน... จินนี่จะตายไม่ได้ ถ้าเธอจะต้องตาย ก็ขอให้เธอตายอย่างสงบในวัยชราเท่านั้น...'
เควินทร์ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว ถึงเธอจะมองไม่เห็น ไม่รู้ถึงการมีตัวตนอยู่ เขาก็ไม่เสียใจอะไรทั้งสิ้น ความอดกลั้นมาถึงขีดสุด เขาเงยหน้าตะโกนอย่างสุดเสียง
"ข้าแต่สวรรค์ ข้าน้อมรับโทษทัณฑ์อันทุกข์ทรมานชั่วกาลนาน เพื่อแลกกับชีวิตของหญิงสาวผู้นี้!!"
ฉับพลัน ปีกสีขาวอันแสนนุ่มนวลบริสุทธิ์ก็ปรากฏอยู่บนแผ่นหลังของเควินทร์ ดั่งพญาปักษาแสงสว่างฉาดฉายไปทั่วท้องทะเล แต่มนุษย์ไม่อาจมองเห็นแสงนั้นได้ สีหน้าของยมทูตเปลี่ยนจากความเคืองแค้นเป็นความหวาดกลัวในทันใด
มันเคยได้ยินเรื่องเล่าขานเมื่อครั้งสงครามเทพและซาตาน ว่ากันว่า ยามใดที่ทูตสวรรค์ทุ่มพลังทั้งหมดเพื่อปกป้อง ปีกปักษาจะสำแดงออกมา เมื่อนั่นก็ยากที่ยมทูตตนไหนจะต้านทานได้
เควินทร์เทวาตัดสินใจกระทำสิ่งที่ทูตสวรรค์เลิกทำเมื่อห้าพันปีที่แล้ว!!
"แก...ไม่มีสิทธิ์...เอาจินนี่...ของข้า...ไป!!"
สิ้นคำพูดอันโกรธกร้าว ม่านพลังก็เปลี่ยนสภาพกลายเป็นกระสุนแสงที่มีขนาดเท่ารถบรรทุก พุ่งไปยังร่างของยมทูต มันอยู่ใกล้ประชิดเทวะมากไป สายเกินที่จะหลบหลีก ยมทูตตนนั้นกรีดร้องด้วยความแค้นและความเจ็บปวด เพียงชั่วพริบตาเดียว ร่างของยมทูตก็สลายหายไป ราวกับไม่เคยมีตัวตนมาก่อน แล้วจู่ๆท้องฟ้าก็สงบลงอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย เมฆหมอกดำได้แปรเปลี่ยนเป็นท้องฟ้าสีครามสวยงามอย่างกับไม่เคยเกิดเหตุการณ์ประหลาดนั้นเลย
เควินทร์ร้องโอดครวญอย่างทนไม่ได้ เมื่อมองดูตัวเองจึงพบว่า แขนข้างที่ยิงกระสุนแสงได้แหลกกลายเป็นผงหมดแล้ว เช่นเดียวกับร่างกายแทบทุกส่วนที่กำลังกัดเซาะและพร้อมที่จะแหลกในไม่ช้า
ในที่สุด ลูกเรือก็สามารถพายเรือมาช่วยหญิงสาวที่ลอยตัวอยู่ในน้ำได้สำเร็จ ซึ่งทันเวลาพอดีที่แขนข้างที่เควินทร์ประคองร่างของเธอได้แหลกพังไปอีกข้าง ลูกเรือดึงผู้ประสบภัยขึ้นจากน้ำ และทำการผายปอดด้วยความชำนาญ เพียงไม่ถึงนาที จินนี่ก็สำลักน้ำออกมา และรู้สึกตัวในทันที
"เป็นอะไรมากมั้ยครับ?" ลูกเรือยกไหล่จินนี่ขึ้นให้นั่ง
"...ค่ะ ก็โอเคค่ะ..." เธอตอบอย่างรู้สึกงุนงง ก่อนจะตั้งคำถาม "เอ่อ ไม่ทราบว่าคนที่มาช่วยฉันอยู่ไหนคะ?"
"คนที่มาช่วย? ใครเหรอครับ? คนที่มาช่วยก็มีแต่ผมคนเดียวนี่?" ลูกเรือหนุ่มตอบอย่างงงๆ
"เอ๋? แต่ว่า ฉันรู้สึกเหมือนมีใครประคองไม่ให้ฉันจมลงไปในน้ำนะ..."
"คุณคงจะช็อคที่จมน้ำล่ะมั้งครับ?" ลูกเรือยักไหล่ "รีบกลับกันดีกว่า เพื่อนๆกำลังรอคุณอยู่"
"...ตกลงค่ะ"
เรือชูชีพค่อยๆพายกลับไปยังเรือใหญ่อย่างช้าๆ จินนี่พยายามกวาดสายตามองไปทั่วผืนทะเล ก็ไม่พบใครที่อยู่แถวนั้นเลยสักคน มันน่าประหลาดมา ก็เธอจำได้ว่ามีใครพยายามปกป้องเธอจากอะไรสักอย่าง...
"...เราคงจะคิดไปเองสินะ?" เธอเปลี่ยนความคิด ก่อนจะยืนขึ้นไปโบกมือรับเพื่อนๆที่อยู่บนดาดฟ้าเรือใหญ่ โดยไม่รู้ว่า อีกด้านหนึ่ง ผู้ช่วยเหลือที่แท้จริงกำลังฉีกยิ้มด้วยความดีใจอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
'เธอรู้สึก...เธอรู้สึกถึงเราแล้ว...'
ในที่สุด ความปรารถนาของเควินทร์ นับตั้งแต่จุติมาเป็นทูตสวรรค์ก็สัมฤทธิ์ ฉับพลันเควินทร์ก็รู้สึกหายใจขัด เพราะน้ำจากดวงตาข้างในก็หลั่งออกมาเป็นครั้งแรกในชีวิต หากมองลึกลงไปในใต้น้ำ ในตอนนี้ร่างกายท่อนกลางของเควินทร์ได้สลายไปจนหมดสิ้นแล้ว การสลายเป็นผง กำลังเริ่มลามไปจนถึงหน้าอก ถึงคอ และถึงใต้คาง
เขาไม่รู้สึกเจ็บปวดใดๆทั้งสิ้น ในหัวมีแต่ความชื่นบาน สีหน้าของเขาเหมือนมนุษย์ที่สามารถปลดทุกข์ในใจได้จนหมดสิ้น และพร้อมที่จะเผชิญชะตาที่กำลังรออยู่ตรงหน้า เควินทร์คิดในใจว่า หากสวรรค์สร้างพรหมลิขิตขึ้นเพื่อให้ทุกสิ่งมีชีวิตและจุดจบเป็นไปตามนั้น นี่ก็อาจเป็นพรหมลิขิตของเขาเองก็ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการได้มาพบเจอจินนี่ ต้องตามไปปกป้องจินนี่ และสุดท้าย ต้องมาจบชีวิตลงเพราะจินนี่ ทุกสิ่งทุกอย่างคงถูกบันทึกให้เป็นแบบนั้น
...ไม่สิ ต้องพูดว่า "เสียสละเพื่อจินนี่" ถึงจะถูก
ในตอนแรก เควินทร์รู้สึกหวาดกลัวที่รู้ว่าต้องไปจุติยังภพโลก หากต้องเข้าไปปกป้องเธอ แต่ตอนนี้เขาได้ตัดสินใจแล้วว่า ต่อให้เขาจะต้องไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานอยู่บนโลกอีกสักกี่ร้อย กี่พันชาติ เขาก็จะขอปกป้องเธอ แม้ว่าใครจะจะหาว่าโง่เขลา แม้จะต้องสลายกลายเป็นผง ก็ไม่คิดเสียใจ เควินทร์เชื่อว่า สิ่งที่ทำลงไป ดีที่สุดแล้วสำหรับเขาและเธอ และเขาจะไม่ขออะไรไปมากกว่านี้...
"ลาก่อนนะ...จินนี่..."
นี่คือคำพูดสุดท้าย ก่อนที่รอยยิ้ม ใบหน้า น้ำตา และทุกส่วนของร่างกายจะเหลือเพียงความว่างเปล่า
(4)
หลายเดือนต่อมา...
จินนี่เดินออกจากมหาวิทยาลัยด้วยจิตใจที่แสนจะหดหู่ เนื่องจากเธอถูกชายหนุ่มที่พึ่งจะเริ่มคบหากันได้ไม่ถึงเดือนบอกเลิก ด้วยเหตุผลก็คือ ไปด้วยกันไม่ได้
ที่จริงทั้งสองคนต่างก็เข้าขากันดีอยู่แล้ว โดยเฉพาะตัวผู้ชาย ซึ่งตัวสูงใหญ่ หน้าตาใช้ได้ การเรียนก็ดี กีฬาก็เก่ง เป็นที่พึ่งของทุกๆคน ไม่ว่าสาวๆคนไหนก็อยากได้ชายคนนี้มาเป็นคู่ใจกันทั้งนั้น
ไม่ใช่ว่าจินนี่ไม่รักผู้ชายคนนี้ รักก็รักอยู่ แต่ความรู้สึกลึกๆของเธอมันกลับขัดแย้งอย่างประหลาด ทำให้เธอไม่สามารถมอบความรักให้ชายผู้นั้นได้เต็มร้อย และอาจจะไม่ถึงสามสิบด้วยซ้ำ จึงไม่น่าแปลกที่ผู้ชายคนนี้จะยอมเลิกรากับจินนี่โดยง่าย เพราะเขาเองก็เบื่อที่ต้องมาตามง้อผู้หญิงที่ไม่ค่อยจะเห็นเขาในสายตาอยู่แล้ว
ไม่มีใครเข้าใจเธอว่าทำไมถึงทิ้งผู้ชายดีๆคนนี้ไป แม้แต่เจ้าตัวก็ยังไม่เข้าใจตัวเองเลยว่าทำไม...
ตรงทางสี่แยกที่จะเลี้ยวเข้าซอยซึ่งเป็นทางผ่านเพื่อเข้าบ้าน ซึ่งห่างจากตรงนี้ไปได้สักสามกิโลเมตร ขณะที่จินนี่กำลังหักเลี้ยว เธอก็พบลังกระดาษใบเก่า มีตัวหนังสือที่เขียนด้วยปากกาเมจิกอย่างลวกๆว่า "ช่วยเอาไปเลี้ยงที" ข้างฝากล่อง เมื่อเธอมองดูข้างข้างใน ก็พบกับลูกสุนัขพันธุ์ทางหนึ่งตัวที่กำลังนอนขดสั่นเป็นลูกบอลติดมอเตอร์เพราะอากาศในช่วงฤดูหนาว
"น่าสงสารจังเลย ถูกทิ้งมานอนอยู่ข้างทางแบบนี้คงหนาวมากสินะ?" จินนี่ก้มตัวลง และยื่นมือลงไปสัมผัสขนปุยนุ่มของลูกสุนัขอย่างแผ่วเบา มันรู้สึกได้ถึงไออุ่นจึงลืมตาแหงนหน้าไปมองอย่างกล้าๆกลัวๆ
จินนี่มองตาอันใสซื่อและดูเศร้าของลูกสุนัข ทันใดนั้นเธอก็อุ้มมันขึ้นมา และเอามันประคองไว้ข้างๆหน้าอกเหมือนแม่ที่กำลังอุ้มลูก ไออุ่นจากร่างของมนุษย์ช่วยให้ลูกสุนัขที่ถูกทิ้งตัวนี้รู้สึกอุ่นขึ้น มันเลียแขนของเธอราวกับเป็นการบอกว่า "ขอบคุณครับ สำหรับความเมตตา"
"คงหิวมากสินะ? ถ้าอยู่แต่ในนี้เจ้าคงได้อดตายแน่ งั้นไปอยู่ที่บ้านฉันมั้ย?"
เธอพูดถามเจ้าลูกสุนัขไปอย่างงั้น แต่สีหน้าของมันกลับแสดงความรู้สึกเหมือนดีใจที่มีคนยื่นข้อเสนอดีๆให้ มันกวัดแกว่งหางเล็กๆของมันเหมือนจะบอกว่า "จริงเหรอครับ? นายจะเอาผมไปเลี้ยงที่บ้านนายเหรอครับ?"
"อืม...จะตั้งชื่ออะไรดีนะ?" หญิงสาวคิดขณะเดินอุ้มลูกสุนัขกลับบ้าน ฉับพลันเธอก็นึกชื่อดีๆขึ้นมาได้
"ชื่อ เครป ดีมั้ย? ชื่อน่ารักดี" จินนี่ได้ชื่อนี้มาจากขนมที่เธอมักไปซื้อกินที่โรงเรียนที่เธอไปทำงานฝึกสอนที่นั่นเป็นประจำ
"บ๊อก!" เจ้าเครปมันเห่าตอบ ดูท่าทางมันพอใจกับชื่อที่จินนี่ตั้งให้มาก
จินนี่เอามือลูบหัวเจ้าเครปอย่างทนุถนอม สักพัก มันก็ค่อยๆพลิ้มตาหลับอยู่ใต้อ้อมกอดของนายหญิงผู้เมตตาอย่างสบายใจ หลังจากที่ต้องทนหนาวเหน็บอยู่ในโลกสี่เหลี่ยมมาเป็นเวลานาน
'ดีใจจริงๆ ที่ได้อยู่ใกล้ชิดมนุษย์คนนี้...'
edit @ 2007/05/16 23:16:00

สนุกมากมายเลยนะเคนซัง ไม่รุ้ทำไมถึงไม่ได้ผ่านเข้ารอบนะ
เจนนี้น่าอิดฉามากมากเลยมีคน(รึเทวา) คอยปกป้องด้วยอ่ะ หน้าตาก็ดีด้วย(ตงนี้สำคัญ) 555+
ขอบใจที่เอามาหั้ยอ่านนะจ๊ะเคนซัง
#1 By ¨╬นังกระรอกบ้า*มิรุ*╬ ¨ on 2007-05-16 18:45