บทความจาก : http://www.dek-d.com/board/view.php?id=890783

หนังสือเป็นสื่อหลักที่มีคุณค่า เป็นที่นิยมของผู้อ่านจากอดีตตราบจนกระทั่งปัจจุบัน แม้จะมีสื่ออื่นๆเพิ่มขึ้นมากมายหลายชนิด แต่ก็ไม่ได้รับความนิยมเท่าสื่อที่เป็นหนังสือเล่ม ซึ่งสามารถอ่านได้หลายคนจนคุ้มค่า แถมเก็บรักษาได้ยาวนาน จนมีคำกล่าวว่า

หนังสือเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดในยามเหงาและในยามว่าง

จากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 35 และหนังสือนานาชาติครั้งที่ 5 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีผู้คนล้นหลามไปชมงาน บ้างลากกระเป๋าตะกร้าล้อเลื่อนใบเขื่อง หอบหิ้วเป้ หอบหิ้วถุงก๊อบแก๊บอีรุงตุงนัง ต่างช้อปกันจนล้นจนปลิ้นที่ใส่ ใครใคร่ซื้อหนังสืออะไรก็ซื้อ มีหนังสือใหม่ๆ ออกมามากมาย แต่ก็มีหลากหลายประเภท หลากหลายรสนิยมให้เลือกซื้อตามใจฉัน

ปีที่แล้วซื้อหนังสือไปยังอ่านไม่หมดเลย ปีนี้มาซื้ออีกแล้ว ผู้พูดหน้าเหมือนผีอยากมาเกิด ทำหน้าเซ็งเกล

หนังสือที่ซื้อมาแต่ละเล่มก็เสี่ยงดวงเอาทั้งนั้น อ่านแค่ชื่อ คำนำ ไม่รู้หรอกว่าเนื้อหาในเล่มเป็นอย่างไร บางเล่มอ่านแค่สิบหน้าก็วางเลย ขอเลิกอ่าน ขอบริจาคหนังสือไปเลย เพราะเนื้อหาน่าเบื่อไม่ได้เรื่อง เสียเวลา ผู้ตอบหน้าเหมือนผีเห็นผี (ผีแฝด)

ฉันซื้อหนังสือมายังอ่านไม่จบสักเล่มเดียว เอากระดาษคั่นคาไว้เต็มไปหมดทุกเล่ม เล่มไหนไม่สนุก ก็จะคาไว้อย่างนั้นแหละ บางทีชื่อของนักเขียนก็การันตีไม่ได้ ผู้พูดนั้นเป็นประเภทแซ่บไม่หยุดฉุดไม่อยู่

เจอหนังสือท่าจะดีทีเหลวมาเยอะแล้ว บางเล่มไม่รู้จะสรรหาคำที่ลึกกว่าโง่ได้ยังไง แต่ก็ไม่เข็ดหรอกนะ ถ้าเราไม่อ่าน ก็บริจาคให้ห้องสมุดไปก็หมดเรื่อง เผื่อคนอื่นๆเขาจะอ่าน

เดี๋ยวนี้ธุรกิจการพิมพ์จำหน่ายหนังสือเปลี่ยนไปจากสมัยก่อนมากมาย โดยในสมัยนั้นธุรกิจจำหน่ายหนังสือไม่ใช่ธุรกิจทำเงิน ทำรายได้สูง แต่เป็นธุรกิจพอเลี้ยงตัวไปเรื่อยๆไม่หวือหวา การโฆษณาน้อย ผู้ที่เข้ามาทำจะเป็นพวกใจรัก ชอบหนังสือ หรือสืบทอดธุรกิจของบรรพบุรุษกันมาหลายชั่วคน ไม่ได้มุ่งหวังว่าจะร่ำรวย จะได้เงินมากมาย โดยผู้ที่ประกอบอาชีพในวงการเดียวกันก็มักจะรู้จักกันหมด

แต่ปัจจุบันมีคนนอกวงการกระโดดเข้ามาทำธุรกิจผลิตหนังสือจำหน่ายกันเยอะมาก มีสำนักพิมพ์เกิดใหม่มากมาย เพราะธุรกิจนี้มีเงินหมุนเวียนปีละ 18,000 ล้านบาท บ้างก็ไม่รู้จักกัน เป็นคู่แข่งขันกันก็มี โดยมีจุดประสงค์ต่างๆกัน ตั้งแต่รักชอบ สนใจวงการหนังสือ หรือเพื่อความร่ำรวยมากๆ

การผลิตหนังสือที่พิถีพิถันในเชิงคุณภาพจึงเปลี่ยนไปเป็นเชิงปริมาณ ทำอย่างไรจะขายหนังสือให้ได้มากที่สุดคือเป้าหมายหลัก เรื่องของใครที่จะขายได้บ้าง? หนังสือยุคนี้ก็เลยมีดารา นักร้อง นักแสดง คนดังขยันกันเขียนเต็มไปหมดและแสนจะเก่ง เขียนได้เร็วมาก หนึ่งเดือนสองเดือนเสร็จ (อัดเทป แกะเทป มีมืออาชีพเรียบเรียงให้)

เธอซื้อหนังสือดาราคนนั้นรึยัง เปรี้ยวจังนะ (กลิ่นตัว)

ซื้อทำไม ไร้สาระ ฉันไม่ชอบรู้เรื่องส่วนตัวของคนอื่น บางคนก็เที่ยวมาเล่าว่ามีแฟนมาแล้วกี่คน ไม่เข้าท่า

เล่มก่อนที่ฉันซื้อนะ มีแต่รูป เนื้อหาไม่ค่อยมี แถมรูปยังโชว์อาร์ เอ็กซ์ เซ็กส์ระเบิดด้วย ออกหน้าตาดี สูงโปร่ง จมูกโด่ง ขาวจั๊วะ

ใช่นะสิ สำนวนภาษาก็แย่ เนื้อหาก็ไร้สาระ เดี๋ยวนี้หนังสืออัตชีวประวัติของดารามันเหมือนของที่ระลึกของดาราที่ขายแก่แฟนคลับเท่านั้น

แต่หนังสือพวกนี้ขายดีมากนะ ในงานคนมุงกันแน่นเลย เข้าคิวขอลายเซ็นกันเพียบ เธอไม่เอาบ้างหรือ

บ้า! ฉันจะเอาลายเซ็นไปทำไม ฉันไม่เสียเวลาไปยืนรอหรอก เวลาฉันเป็นเงินเป็นทองย่ะ ผู้ตอบเห็นหลังแล้วอยากเห็นหน้า พอเห็นหน้าและหงายหลังตึง

การขายหนังสือตรงด้วยราคาขายแพงของสำนักพิมพ์ในงานสัปดาห์หนังสือนี้ สำนักพิมพ์จะมาขายเอง โดยมีค่าใช้จ่ายเป็นค่าเช่าที่ ค่าลูกจ้าง และค่าโฆษณาก็แล้วแต่ ตามธรรมดาถ้าฝากขาย 35-40% ของราคาหนังสือ เมื่อมาขายเองลด 15-20% ก็ยังทำกำไรอยู่ ส่วนหนังสือเก่าที่จะรุสต็อคก็ลดได้ถึง 50% หรือคิดราคาเหมา แต่บางสำนักพิมพ์ก็จะอัพราคาให้สูงแล้วลดกระหน่ำซัมเมอร์เซล 50% เช่น นวนิยายชุดละ 700 บาทเหลือ 350 บาท (ก็ยังแพงเพราะกระดาษธรรมดาไม่ใช่กระดาษถนอมสายตา)

เดี๋ยวนี้เขาก็ฉลาดไม่รวมเป็นเล่มเดียวใหญ่ๆ แต่จะแบ่งเป็นสองเล่มบางๆ เพื่อให้ผู้ซื้อต้องซื้อทั้งสองเล่ม ที่ขายราคาถูกมากจะเป็นกระดาษเก่าเมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว ถ้าเปิดดู พ.ศ. ก็จะอ๋อเหรออาหารปลวก

วันก่อนฉันซื้อหนังสือชื่อเดียวกันนี้ที่ห้างสรรพสินค้าราคาแค่ 20 บาท แต่ที่งานนี้กลับขายราคา 50 บาท ใครว่าหนังสือถูก

นวนิยายแพงมาก แตะไม่ลงเลย นวนิยายใหม่ขนาดลดแล้ว ชุดละ 450 บาท คุณนายผู้พูดๆ เหมือนที่บ้านไม่มีกระจกส่อง เลยไม่เห็นความน่ากลัวของตนเอง

แปลกนะ ทำไมหนังสือยังแพง ทั้งที่รัฐบาลเขาลดภาษีกระดาษ ภาษีหมึกแล้ว ก็ยังแพงเหมือนเดิม ผู้พูดนักซอกซอนชอนไชรู้ กล่าวขึ้นอย่างปลง

ที่ต่างประเทศ มีหนังสือถูกเหรียญเดียวยันหนังสือแพงหลายร้อยเหรียญให้เลือก เวลาลดราคาเขาก็เอาหนังสือดีๆมาลดราคา ก็จะถูกจริงๆ เช่น หนังสือศิลปะ พิมพ์ประณีต ราคาไม่ถึงสิบเหรียญ หนุ่มมาดแมนเกาหลีสีขาวจั๊วะ แถมใจกล้าหน้าอูฐ พุดจ๋อยๆ

บรรดาหนังสือที่มีพิมพ์หลายครั้ง ก็ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันว่าคนนิยมอ่านมากเสมอไป เพราะบางทีเป็นกลเม็ดในการขายอย่างหนึ่ง ที่จะพิมพ์เนื้อหาเป็นหมื่นเล่มเพราะต้นทุนถูก แล้วแยกพิมพ์ปกทีหลัง พิมพ์ปกทีละพันเล่ม ทยอยใส่เป็นครั้งที่ต่างๆ ทำให้คนสนใจที่จะอ่านมากขึ้น

ผมไม่อยากจะเชื่อเลย หนังสือขายดี พิมพ์เกินสามสิบครั้ง หาซื้อยากมากมีขายเป็นบางร้านเท่านั้น จะมีคนอ่านมากมายถึงอย่างนั้น หนุ่มผู้พูดหน้าเครียดจ้องตาคม ทำท่าทางเหมือนอีแร้งจะลงกินหมาเน่าเคล้าเห็บอ้วน

สำนักพิมพ์หลายแห่งเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว มีกำไรสูง แต่คนที่น่าสงสารที่สุดคือนักเขียน ได้ค่าลิขสิทธิ์แค่ 10% ของราคาขาย (บางคนได้ต่ำกว่า 10%) แถมเสียภาษีอีกต่างหาก นักเขียนบางคนเขียนหนังสือเป็นร้อยเล่ม เขียนตั้ง 20-30 ปี ก็ไม่เห็นร่ำรวยอะไร แค่พอมีพอกินอยู่เท่านั้น ออกอยู่อย่างต่ำ ทำงานอย่างสูง ผิดกับนักเขียนต่างประเทศที่เขาสามารถกำหนดผลประโยชน์ที่เขาควรจะได้รับได้ บางคนเขียนแค่เล่มเดียวรวยไม่รู้เรื่อง

ฉันอิจฉา เจ. เค. โรว์ลิ่ง จริงๆ รวยมหาศาลเลยจากแฮรี่ พ็อตเตอร์

ร้านหนังสือที่ขายดีมักเป็นหนังสือวัยรุ่น ตั้งแต่การ์ตูนญี่ปุ่น นิยายรักหวานแหวว วรรณกรรมอินเตอร์เน็ต นวนิยายที่เขียนลงอินเตอร์เน็ตแล้วมีคนอ่านมากๆ (บางคนเข้าไปดู ไม่ได้อ่าน) แล้วจะได้รับการทาบาทมพิมพ์เป็นเล่ม นักเขียนวัยรุ่นเกิดใหม่มากมาย เคยเข้าไปอ่านแล้วอยากให้นักเขียนอินเตอร์เน็ตไปเรียนการเขียนกันใหม่

บางคนมีจินตนาการดีแต่ภาษาแย่ บางคนก็เขียนแต่บทสนทนา บรรยายความ พรรณาความไม่มี อ่านแล้วไม่รู้เรื่องเลย นางเอกพระเอกหน้าตาเป็นอย่างไร บ้านพระเอก บ้านนางเอก เป็นยังไงก็ไม่รู้ การบรรยาย พรรณามันห้วนสั้นไปหมด บทสนทนาก็เป็นวลีที่สั้นมาก ไม่เป็นรุปประโยคที่มีประธาน กริยา กรรม หรือตัวขยายแต่ประการใด หาประโยคหลักประโยครองไม่เจอ นวนิยายบางเรื่องไม่มีธีมของเรื่อง ตัวเอกของเรื่องไม่ค่อยผจญภัยกับปัญหาอุปสรรคเลย ชีวิตราบเรียบเหมือนโรยด้วยกลีบกุหลาบเพชร

บางคนเขียนแฟนตาซี พล็อตเรื่องดีมาก แต่คุมเนื้อหาไม่อยู่ ตัวละครหายไปเฉยๆ หรือเนื้อหาไม่ต่อเนื่องก็มี ทางสำนักพิมพ์ที่พิมพ์หนังสือวัยรุ่น น่าจะเชิญนักเขียนไปอบรมการเขียนนวนิยายที่ถูกต้องบ้าง เขาตะได้ผลิตงานที่ดีมากขึ้นไปอีก จะได้สร้างวรรณกรรมที่มีคุณค่าให้กับสังคมต่อไป

โอโฮ้! ดูเด็กวัยรุ่นซิ ตอมกันหึ่งเลยร้านนี้น่ะ ทีร้านที่ขายหนังสือที่ได้รางวัลกลับไม่ค่อยคึกคักเลย หนุ่มมือคลิกเม้าท์ เท้า Kick เมีย เปรยขึ้นเมื่อเดินผ่าร้านการ์ตูน

เมื่อมองภาพรวมแล้ว หนังสือยังดูเป็นสื่อที่มีราคาแพงอยู่ ถ้านึกถึงคนที่มีรายได้น้อย รายได้แบบรายวันจะเงินที่ไหนไปซื้อหนังสือเด็กให้ลูกอ่าน หรือนักเรียน นักศึกษาที่ต้องเก็บเงินค่าขนมค่าลูกอมมาซื้อหนังสือแต่ละเล่ม ในขณะที่สังคมไทยอยากสนับสนุนให้เยาวชนรักการอ่านกันมากขึ้น แต่ราคาของหนังสือมันสวนทางกันโดยสิ้นเชิง จะมีวิธีไหนบ้างที่จะทำให้ราคาหนังสือถูกลง ไม่เป็นภาระกับคนซื้อมากนัก อาจจะช่วยให้คนอ่านหนังสือกันมากกว่านี้ก็ได้ เพราะราคาก็เป็นแรงจูงใจอย่างหนึ่ง บางสิ่งที่คุณค้นหา บางทีเป็นสิ่งที่คุณไม่อาจมองเห็นได้ (หนังสือราคาถูก)

อย่าให้หนังสือแพง แล้วชีวิตคนราคาถูกเลย ขอให้สลับกันจะดีกว่า

...

ลองคิดดูนะ
ออกจากบ้าน เติมน้ำมันครั้งหนึ่ง จ่ายไม่ต่ำกว่า200บาท
ไปดูหนัง ก็จ่ายค่าตัวร้อยกว่าบาท
ไปช็อปปิ้ง ก็จ่ายเงินไม่ต่ำกว่า200-1000กว่าบาท
ค่าโทรศัพท์มือถือเดือนหนึ่ง ก็ไม่ต่ำกว่า 200บาท ทั้งบัตรเติมและตัดจ่ายทางบัตรเครดิต

เราสามารถใช้จ่ายเงินได้มากมาย ไม่คิดเสียดาย
แต่หนังสือเล่มราคาไม่กี่ร้อย เรากลับบอกว่า "แพง"


ถ้าเราคิดอย่างงั้น แล้วอะไรคือบรรทัดฐานของคำว่า "แพง" สำหรับเรา?

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

เนอะ...
แพงคือ ตัวเองจ่ายแล้วลำบากล่ะมั้ง = ='' หรือไม่ก็ต้องยืมชาวบ้าน เหอๆ

พูดถึงงานสัปดาห์หนังสือ ปีที่แล้วก็ไป สนพ.นิยายหวานแหววออกมากันเพียบ เห็นด้วยนะที่ว่าบางอันนี่ไม่น่าพิมพ์ออกมาเล้ย ส่วนเรื่องหั่นนี่ก็มีเหมือนกัน เล่มบางๆไม่ถึงร้อยหน้าจะเอาทำไมมันสองเล่ม -*- สู้รวมเป็นเล่มเดียงสองร้อยกว่าหน้าดีกว่าตั้งเยอะ หรือเขากลัวคนซื้อเห็นหนาๆจะไม่ซื้อรึไง?

ส่วนตัว เราว่าหนังสือไม่แพงหรอกนะ แต่มันอยู่ที่ว่า คุณค่าของเนื้อหาข้างในมันเหมาะสมกับราคารึเปล่า ก็คล้ายๆหลักดีมานซัพพลายนั่นแหละ - -''

ช่วงนี้ไม่ได้เข้าเด็กดีเลย.. - -*
. . .

ผมว่าเมันเปนเรื่องของสิ่งที่เรียกว่าความรู้สึกหนะครับ

ผมเคยบ้า ขับรถเล่น


ขับไป ดอยอินทนนท์ ไปกลับ เชียงใหม่ เพื่อไปซื้อกาแฟ บนยอดดอย แก้วละ 25 บาท

เพื่ออไร ก็ ทำแล้วมันมีความสุขดีหนิครับ


หนังสือ ที่ดีดก็มี ที่แย่ก็มี

พักหลัง ตัดปัญหา อ่านมันซะ สองรอบเลย

ไป อ่านที่ร้านเช่า

อา่นแล้วรู้สึกว่าใช่ จึงค่อยเก็บ

เฮ้อออ

#3 By T o' M @ ZZ u ครับ on 2007-06-23 11:09

บางครั้งมันอาจอยู่ที่ความรู้สึก...
แพง..เพราะตอนนั้นยังไม่ชอบ ไม่อยากได้...มันคงเป็นข้ออ้างหรือป่าว
...แต่ชอบจริงๆอ่านแล้วดีก็ซื้อทุกที
....ถ้าการที่อ่านหนังสือสักเล่มแล้วคิดสาระตะว่ากระดาษไม่ดี..หรืออะไรก็แล้วแต่..คุณค่างานเขียนอยู่ที่ไหน
..ฉันว่าถึงแม้มันจะเป็นกลยุทธทางการตลาดของสำนักพิมพ์แต่ถ้าผลงานของนักเขียนคนนั้นดี น่าอ่าน มันก็น่าซื้อ
..บางเล่มอ่านแล้วไม่ชอบใจ..คนเราก็มักติว่าแพงก่อนละมั้ง(คนรอบข้างชอบเป็น)

#4 By กอม่วง on 2007-06-23 11:28

เห็นด้วยกับหลายเมนต์ที่คิดว่ามันอยู่ที่ความรู้สึกมากกว่า

บางทีเราก็คิดว่าของอย่างอื่นมันแพงเหมือนกันถ้าเรารู้สึกว่า "ไม่คุ้มกับเงินที่เสียไป" แต่กับบางอย่างก็นะ แพงแสนแพงแต่อาจดูคุ้มค่า ไมว่าจะทางมูลค่าหรือจิตใจว่าไป

เราเองก็เป็นคนอ่านหนังสือ (แทจะทุกประเภท) บางทีก็รู้สึกว่าแพงไป ,ถูกจัง อยู่บ่อยๆ แต่สุดท้ายถ้าตัวเราสุขใจที่จะซื้อเองและมันก็ไม่ได้ทำให้ตังวเองต้องเดือดร้อนอะไรมันก็ไม่รู้สึกว่าแพงหรอก

#5 By Shige Lucifer on 2007-06-23 13:05

สำหรับเรา..
ไม่เคยคิดว่าหนังสือแพงเลย
ถูกใจก็ซื้อเลย
(ซื้อแล้วก็อ่านนะ)

#6 By |:| ShaKo |:| on 2007-08-10 15:27