เมื่อวันที่27มีนาคม ผมได้มีโอกาสไปงานเปิดตัวหนังสือของ "โหวเหวินหย่ง" ที่ศูนย์ฯสิริกิติ์ ซึ่งในงานนี้ผมได้สาระความรู้มากมายจากนักเขียนท่านนี้เป็นอย่างมาก จึงอยากจะนำมาเผยแพร่ให้เพื่อนๆทุกคนได้อ่านกัน

โหวเหวินหย่ง (ต่อไปขอเรียกเขาว่า คุณหมอ เพราะเขาเคยเป็นหมอมาก่อน) เป็นนักเขียนที่โด่งดังที่สุดคนหนึ่งในไต้หวัน มีผลงานเขียนมากมาย ทั้งหนังสือสำหรับเด็ก นวนิยาย เรื่องสั้น ซึ่งได้รับความนิยมสูงสุดจากชาวไต้หวัน ผลงานที่สร้างชื่อให้กับเขาคือ "เกมชีวิตลิขิตหัวใจ" สุดยอดนวนิยายขายดีของไต้หวัน เรื่องราวชีวิตอันเข้มข้นในรั้วโรงพยาบาล สร้างเป็นละครโทรทัศน์ที่โด่งดังทั่วเอเชีย ฉายแล้วในช่อง3 นำแสดงโดยเจอร์รี่F4 และมีผลงานิ้นที่สองและสามตามลำดับคือ "หัวใจกบฏ" และ "อ้อมกอดลวง"




***บทสัมภาษณ์ที่เพื่อนๆจะได้อ่านต่อไปนี้ ผมได้เรียบเรียงจากนักแปลที่ทำหน้าที่เป็นพิธีกรและล่ามในงาน***


+++++++++++++++


ทำไมคุณหมอถึงทิ้งอาชีพหมอมาเป็นนักเขียน ทั้งๆที่เป็นอาชีพที่มีเกียรติ
- คำตอบที่ง่ายที่สุดก็คือ "ชอบงานเขียน"

การเป็นหมอครั้งหนึ่งเราสามารถรักษาคนได้แค่ครั้งเดียว และก็การเป็นหมอที่ไต้หวัน ผมจะรักษาได้แต่คนไข้ที่เป็นชาวไต้หวัน

แต่ถ้าหากเป็นนักเขียนก็จะสามารถแบ่งปันความรู้ และสิ่งที่อยากจะบอกให้คนอื่นๆนับพันนับหมื่นคน

ซึ่งคนเหล่านั้นไม่ว่าจะเป็นคนไต้หวันก็แล้วแต่ หรือจะเป็นคนไทยก็ได้ หรือจะเป็นคนที่อยู่ที่ไหนก็ตามบนโลกนี้ ก็สามารถสัมผัสตัวตนของผมได้

อีกอย่างชีวิตคนเรามันสั้นชั่วครั้งชั่วคราว แต่ก็มีความเชื่อว่าผลงานของเขาสามารถที่จะก้าวข้ามกำแพงของสัญชาติ ภาษา ชนชาติ เผ่าพันธ์ แม้กระทั่งกาลเวลา ผลงานสามารถที่จะเป็นอมตะได้

เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าการเขียนจึงเป็นงานที่สำคัญยิ่งกว่า


...


คุณหมอมีมีนิสัยรักการเขียนมาตั้งแต่เด็ก?
- ผมเป็นคนดื้อ ในหัวจะคิดไม่เหมือนคนอื่น ฉะนั้นเวลาที่มีวิชาเขียนเรียงความ ผมก็จะเขียนไม่เหมือนใคร

จำได้ว่าตอนเล็กๆได้เขียนเรียงความหัวข้อหนึ่งในหัวข้อ "ความซื่อสัตย์" คนอื่นจะเขียนแต่เรื่องความซื่อสัตย์

แต่ผมกลับเขียนว่า "คนเราไม่ควรซื่อสัตย์"

เราเกลียดอาจารย์สอนคณิต เราเกลียดอาจารย์สอนพละ ถ้าเราเป็นคนซื่อสัตย์ (ปากตรงกับใจ) เราตายแน่ๆ หรือบางทีถ้าแม่ถามพ่อว่า แต่งตัวดีหรือยัง สวยหรือยัง ถ้าหากพ่อเราเป็นคนซื่อสัตย์ พ่อก็ตายแน่ๆ

เพราะฉะนั้นทุกครั้งเวลาที่ผมเขียนบทความส่งอาจารย์ในลักษณะแบบนี้ อาจารย์อ่านแล้วจะโกรธ

แต่เพื่อนๆในห้องอ่านแล้วหัวเราะชอบใจ

หลังจากนั้นเป็นต้นมาผมก็ค้นพบว่าทุกครั้งที่เวลาให้เขียนเรียงความ มันก็จะมีแบบนี้เกิดขึ้นเรื่อยๆ ผมจึงชื่นชอบและติดลมกับการเขียนมาตั้งแต่เด็ก


...


เกี่ยวกับนิยายเรื่อง "เกมชีวิตลิขิตหัวใจ"
- มีคนเคยตั้งคำถามว่า "ซู่อี้หวา" (พระเอกในเรื่อง) คือผมหรือเปล่า ซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่ ซู่อี้หวาควรจะเป็นคนหล่อเหลาเหมือนกับเจอรี่F4 (ผู้แสดงเป็นซู่อี้หวาในภาคละครทีวี)

ตอนเริ่มต้นเขียนนิยายเรื่องนี้ ผมเริ่มจากซู่อี้หวาก่อน ฉากที่หนึ่งของหนังสือ ซู่อี้หวาขับรถไปในโรงพยาบาลแล้วก็ขึ้นลิฟท์ในยังชั้นใต้ดิน และฉากสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้คือซู่อี้หวาขึ้นไปถึงยอดสุดของโรงพยาบาลแล้วก็ร้องไห้ นั่นคือแนวคิดแรกที่ผมแคร์ ห่วง และอยากจะบอกว่า เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เปี่ยมไปด้วยอุดมการ์ณที่มีไฟครุกรุ่นอยู่ในตัว เมื่อเขาได้นำพาตัวเองไปสู่สังคม เข้าไปสู่เบื้องหลังของโรงพยาบาล เข้าไปสู่โครงสร้างที่ซับซ้อนจนจบ จะเกิดอะไรขึ้นกับเขาบ้าง

นั่นเป็นประเด็นที่ผมสนใจมาตั้งแต่อายุยี่สิบ สามสิบ สี่สิบ ฉะนั้นเมื่อเริ่มเขียนหนังสือเล่มนี้ ภาพในหัวผมมีแค่สองฉากนี้ ผมไม่รู้หรอกว่าจะต้องเจอกับตัวละครอะไร ใครอีก จนกระทั่งได้เจอคนที่สอง "ถังหัวไท่" ชายชราคนหนึ่งที่เคยเป็นซูอี้หวามาก่อน คนต่อมาก็ "ต้าอิ๋ง" "กว้านจิง"

เพราะฉะนั้นกระบวนการแต่งนิยายของผมคืออิงไปกับชีวิตจริง คล้ายกับว่าตอนมาเมืองไทยครั้งแรก ผมไม่รู้หรอกว่าจะเจออะไร รู้แต่ว่าผมจะมาเมืองไทย และไม่รู้หรอกว่าจะรู้จักใครบ้าง แต่พอเข้ามาปุ๊บก็ได้รู้จักเพิ่มขึ้นทีละคนๆ

ตัวละครแต่ละคนจะมีบทบาทเป็นของตัวเอง พวกเขาจะไม่ยอมให้ผู้แต่งควบคุม คือ ถ้าผมแต่งไปเรื่อยๆแล้วไม่ดี ถังหัวไท่(ในความคิด)จะเข้ามาประท้วงว่า "ไม่! นายเขียนแบบนั้นไม่ถูก ฉันไม่ใช่คนแบบนั้น" ถ้าถังหัวไท่ทำตัวไร้สาระมาก น่าเบื่อหน่ายมาก ผมก็จะต้องหยุดเขียน แล้วก็เริ่มไปคิดใหม่ว่า ทำไมถังหัวไท่ถึงไม่ยอมทำตามที่สั่งนะ จนกระทั่งเริ่มคิดออกว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่ตอนนั้นคิดไม่ออก ผมจึงดึงนิสัยของถังหัวไท่เขียนต่อไป แล้วถังหัวไท่ก็จะบอกว่า "นี่สิตัวฉัน!"

นิยายของผมก็ดำเนินเป็นขั้นๆอย่างนี้แหล่ะ ตัวละครทุกคนจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผมไม่เคยรู้จักแต่ก็ได้รู้จักเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผมไม่รู้ว่าจุดจบจะเป็นยังไง อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง คนเหล่านั้นจะเป็นยังไง ผมจึงมีแต่เซอร์ไพรส์ตลอด เหมือนกับที่ทุกๆท่านกำลังอ่านนิยายซึ่งไม่รู้ว่าต่อไปอะไรจะเกิดขึ้น ผมก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน เวลาที่ได้เข้าไปสู่สถานที่แปลกหน้า ไม่คุ้นเคย แต่ก็น่าสนุกและน่าค้นหา

เหมือนกับเปิดปาร์ตี้เฮฮาสนุกสนานแห่งหนึ่งแล้วก็ไปอยู่ร่วมกัน เราจะเดินไปด้วยกันจนถึงฉากสุดท้ายที่ซู่อี้หวาห้องไห้ คุณก็จะร้องไห้ตามไปด้วย มันเป็นน้ำตาที่ผู้แต่งเคยร้องไห้มาก่อน แล้วเสี้ยววินาทีนั้นที่จิตวิญญาณจะได้โอบกอดกัน

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดได้ยากนะ ก็คือว่า ตัวเรากับพ่อแม่ของเรา ตัวเรากับคนรักของเรา หรือตัวเรากับญาติพี่น้องของเรา ยังยากที่จะโอบกอดกันด้วยจิตวิญญาณ แต่ผมสามารถใช้ตัวหนังสือในนิยายทำให้เกิดการโอบกอดด้วยจิตวิญญาณระหว่างผู้แต่งและผู้อ่าน

ผมจึงอยากให้ทุกคนได้เข้ามาสู่โลกนิยายของผม เพื่อที่จะได้โอบกอดกัน ไม่เพียงแค่ผู้แต่งและผู้อ่าน แต่ยังเป็นผู้คนอีกนับหมื่นนับแสนคน


...


เกี่ยวกับ "หัวใจกบฏ"
- ผมชื่นชอบชีวิตในวัยประถม มันมีแต่ความบริสุทธิ์และความสดใส

แต่เมื่อผมเข้าสู่ชีวิตม.ต้น ชีวิตจะมีแต่การแข่งขัน มีแต่เรียนเพื่อเข้าสอบ เพื่อเอาคะแนนสูงๆ โดยเฉพาะคนที่ตั้งใจว่าจะสอบเข้าวิทยาลัยแพทย์

น้อยนักที่จะมีนิยายที่พูดถึงม.ต้น ม.ปลาย


หลังจากที่เอนท์ทรานส์ติดแล้ว สิ่งที่ผมทำในวันรุ่งขึ้นสิ่งแรกคือ กลับมาบ้านเอาตำราทุกเล่มมาเผาทิ้ง จ้องมองควันไฟด้วยความสะใจเป็นบ้า และผมก็สาบานว่าโตขึ้นจะเป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการและจะประกาศว่า "นับแต่นี้ไปนักเรียนทุกคนไม่ต้องสอบ!"

ตอนที่ผมเขียนเรื่องนี้ตอนนั้นผมอายุ42 และเห็นได้ชัดว่าความฝันที่อยากจะเป็นรัฐมนตรีคงจะล่มละลายไปแล้วในวัยนั้น แล้วคราวนี้ผมก็เป็นห่วงว่าทำไงดี ฉันเคยสาบานไว้แล้ว ก็เลยตั้งใจว่าเขียนหนังสือสักเล่มแล้วกัน

คืออยากจะประกาศว่าชีวิตในวัยเด็กที่มีแต่การสอบ สอบ สอบ และก็สอบ มันไม่น่าพิสมัยตรงไหนเลย ซึ่งในตอนอายุ15 ผมเป็นคนที่ไม่กล้าออกมาปฏิวัติตัวเอง หรือไม่กล้าที่จะแสดงความสามารถ ผมจึงย้อนกลับไปสมัยนั้นแล้วออกไปประท้วงทุกสิ่งที่ผมเกลียด สิ่งที่ผมไม่ชอบ ไม่ว่าจะเป็นการสอบ เพื่อน โรงเรียน คุณครู ที่ผมเกลียดในยุคนั้น ออกไปปลุกปั่นให้ป่วนทั้งโรงเรียนจนพอใจ

นิยายของผมจะออกสะท้อนชีวิตจริง ในโลกของเรา ชีวิตของเรา ชีวิตจริงนั้นมีความโหดร้ายและก็เป็นเรื่องของกฎระเบียบในชีวิตจริงซึ่งยังคงอยู่ ฉะนั้น แม้ว่าสามารถแปลงตัวเองไปตอนอายุ15 ไปประท้วงทุกอย่างที่อย่างประท้วงได้แล้ว แต่ก็ยังรู้สึกว่ามันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะด้วยนิสัยความเป็นหมอ ทำให้ตัวเองมักจะคิดลึกไปถึงปัญหาว่าปัญหาจริงๆมันคืออะไรกันแน่

นับสิบๆปี แม้กระทั่งนับร้อยปีมา การแข่งขันไม่ได้สร้างความสุขให้ผู้คน แต่ปีหน้าสอบต่อไหม สอบต่อ แม้กระทั่งถึงยุคนี้ ถึงรุ่นลูกของผมแล้วก็ยังต้องสอบอยู่ ผ่านมา30ปีแล้ว ทำไมทุกคนต่างก็รู้ว่าเด็กๆควรจะมีชีวิตวัยเด็กที่สดใส แต่พวกเรามักจะป้อนแต่ชีวิตที่ไม่สดใสให้เด็กของเรา

เพราะฉะนั้นผมจึงเขียนหนังสือเล่มหนึ่งที่บ่งบอกถึงเรื่องของระบบการศึกษาต่างๆที่สร้างความรู้ให้กับเราในรูปแบบของนิยายที่อ่านแล้วเบาสมองและให้ข้อคิด ผมอยากจะให้ทุกๆคนร่วมกันคิดว่า เด็กที่มีคะแนนสูงๆเนี่ย โตขึ้นมาเขามีความสุขมากกว่าคนอื่นไหม เด็กที่มีผลการเรียนมากกว่าคนอื่นหนึ่งคะแนน โตขึ้นเขาจะมีผลของความสุขมากกว่าคนอื่นหนึ่งแต้มหรือเปล่า มันเป็นผลได้หรือผลเสียกันแน่ หรือเพราะเรากลายเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นหรือเรากำลังสูญเสียความบริสุทธิ์ สูญเสียมิตรภาพ สูญเสียความเชื่อถือ หรือความเชื่อมันต่อคนอื่น

นิยายเล่มนี้เขียนด้วยบรรยากาศที่สนุกสนาน ไม่ซีเรียส ไม่เครียด ย้อนกลับไปถึงปัญหาที่กล่าวเมื่อสักครู่ แม้ชื่อจะเป็น "หัวใจกบฏ" แต่เราก็สามารถอ่านด้วยความสุขได้ เพราะฉะนั้นถ้าหากเรารู้สึกเสียดายอะไรบางอย่างในชีวิตวัยม.ต้น ม.ปลายล่ะก็ หรือไม่พอใจชีวิตในวัยเด็กบ้างล่ะก็ อยากให้ลองเข้ามาสู่โลกของหัวใจกบฏ แล้วก็ย้อนกลับไปมองตัวเองในวัยนั้นกันอีกรอบหนึ่ง เผื่อจะได้สิ่งที่ดีๆกลับมา

สุดท้ายมันอาจจะไม่ได้ประสบความสำเร็จ แต่ปัญหาเหล่านี้ยังคงเฝ้ารอการต่อสู้และเปลี่ยนแปลงจากพวกเราอยู่


...


เกี่ยวกับนิยายเรื่องล่าสุด "อ้อมกอดลวง"
- เกมชีวิตฯพูดถึงอำนาจ หัวใจกบฏพูดถึงการศึกษา แต่หนังสือเล่มนี้จะพูดถึง "ชื่อเสียง"

ผมไม่รู้ว่าเป็นเรื่องที่โชคดีหรือโชคไม่ดีนะครับ ตั้งแต่อายุ25เป็นต้นมา ผมต้องใช้ชีวิตอยู่กับชื่อเสียง ผู้คนที่มารู้จักผมส่วนใหญ่จะรู้จักจากชื่อเสียงผมก่อน และความเข้าใจและความรู้จักในชื่อเสียงเนี่ย บางทีก็เรื่องจริง บางทีก็ไม่ใช่เรื่องจริง อย่างเช่นมีบางคนอ่านหนังสือแล้วคิดว่าโหวเหวินหย่งต้องสูง180ซ.ม. หรือหล่อประมาณครึ่งหนึ่งของเจอร์รี่F4 (หัวเราะ)

ผมคิดมาตลอดว่าคนเรามักจะถูกรู้จักโดยชื่อเสียง เพราะฉะนั้นเขาจึงต้องสร้างชื่อเสียงและสร้างภาพขึ้นมา อาจจะเป็นภาพของนักเขียนที่ผู้คนรู้จัก หรือจะเป็นแวดวงนักข่าว หรืออาจจะเป็นหนุ่มหล่อสาวสวยในบริษัท ใครอยู่ที่ไหนก็มีชื่อเสียงที่นั่น แต่ชื่อเสียงที่พวกเราสร้างขึ้นมาแล้วเนี่ย ยิ่งชื่อเสียงมีนับวันก็จะยิ่งถอยห่างลงไป ยิ่งนับวันก็ยิ่งลวงตากับตัวเราเอง

จนท้ายที่สุด มีคนรู้จักชื่อเสียงของเรา แต่เรากลับไม่รู้จักตัวเราเอง


เพราะฉะนั้นนิยายเรื่องนี้ผมได้สร้างตัวละครมาตัวหนึ่งเป็นนักเขียน ที่ดูแล้วเป็นคนดีแต่จริงๆก็ไม่ได้ดีเด่นักหนาหรอก แต่เขามีชื่อเสียง เขามีแฟนคลับที่ชื่อชอบเขาอย่างคลั่งไคล้ไหลหลง และบังเอิญว่าแฟนคลับคนมีหลักฐานบางอย่างอยู่ในมือ เป็นหลักฐานที่มีน้ำหนักพอที่จะทำลายชื่อเสียงและอนาคตของนักเขียนคนนั้นได้ และนักเขียนก็ต้องการจะรักษาชื่อเสียงและอนาคตของตัวเองเอาไว้

ในขณะเดียวกัน สิ่งที่แฟนคลับคนนั้นต้องการกลับเป็นการได้โอบกอดด้วยจิตวิญญาณกับนักเขียนที่เขาชื่นชอบ

"ในขณะที่เราอยู่ในโลกที่หลายๆสิ่งหลายๆอย่าง เป็นชื่อเสียงที่หลอกลวงและจอมปลอม เราสามารถโอบกอดกันด้วยจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์แท้จริงหรือเปล่า" นั่นเป็นคำถามที่ผมอยากจะถาม

เรื่องนี้เราสามารถอ่านเป็นนิยายระทึกขวัญได้ ในขณะเดียวกัน เราสามารถอ่านเป็นปรัชญาชีวิตให้ขบคิดได้เช่นกัน


...


มีชีวิตจริงของคุณหมอสักกี่เปอร์เซ็นต์ในนิยายทั้ง3เล่ม
- มาจากเรื่องรอบตัว ชีวิตจริงของเพื่อนฝูง คนรู้จัก

แต่นอกเหนือจากนี้แล้วผมก็ต้องไปสัมภาษณ์คน อย่างเช่นเรื่องอ้อมกอดลวงเนี่ย ผมก็มีแฟนคลับแต่ไม่ได้มีแฟนที่คลั่งไคล้ไหลหลงถึงขั้นจะนำมาเขียนเป็นเรื่องได้ เพราะฉะนั้นผมจึงต้องไปสัมภาษณ์เหล่าดาราดาวเด่นที่มีแฟนคลับที่คลั่งไคล้ไหลหลงของจริง หนึ่งในนั้นมีเจอร์รี่F4ด้วย และเจอร์รี่เองก็มีแฟนคลับที่ลุ่มหลงตั้งหลายร้อยเท่า ผมจึงได้ข้อมูลดิบได้สาระมากมายจากเขามาดัดแปลงเป็นนิยายเรื่องนี้

บางครั้งผมก็ต้องไปค้นหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตและห้องสมุดด้วย ด้วยเหตุนี้เวลาที่ผมเขียนนิยายผมจะรู้สึกเหมือนกับกลับไปทำวิทยานิพนธ์จบปริญญาเอกทุกครั้งเสมอไป

งานเขียนไม่ใช้งานที่โรแมนติกอย่างที่ทุกคนคิดเสมอไป ขอรับรองว่ามันเป็นงานที่จุกจิกและก็เหนื่อยมาก แต่ก็ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้ผมชอบคิดชอบเขียนนิยายล่ะ


...


นักเขียนหรือผู้อ่านจะได้ประโยชน์ ได้สาระความรู้ หรือแรงบันดาลใจอะไรจากนิยายทั้งสามเล่มของคุณหมอบ้าง
- ในการเขียนของผม สิ่งที่ผมสนใจมากที่สุดและห่วงมากที่สุดคือ "มันต้องน่าสนใจ"

ถ้าตลกมันต้องตลกแบบน่าสนใจ ถ้ามันเศร้า สลด หดหู่ มันก็ต้องมีเหตุผลและก็น่าสนใจ

"เพื่อนๆของผม" (หมายถึงผู้อ่านทุกคน) ทุกครั้งที่มีหนังสือเล่มใหม่วางแผงมันก็เหมือนการเปิดปาร์ตี้ที่น่าสนใจและน่าสนุก เพื่อนๆทุกคนก็จะถูกรับเชิญมาร่วมงานปาร์ตี้ และงานปาร์ตี้คุณจะรู้สึกสนุกสนาน ได้รับรอยยิ้มจากมัน ได้แนวคิดได้พลัง สิ่งเหล่านี้ผู้อ่านจะหาได้ยากเมื่ออยู่ในโลกอื่น ทุกครั้งที่มีโอกาสได้ร่วมปาร์ตี้ใหม่ หนังสือใหม่ รูปแบบปาร์ตี้ใหม่ คุณก็อยากจะได้ร่วมงานปาร์ตี้ถัดไป ถัดไป และก็ถัดไป ได้เจอกับเพื่อนฝูงเก่าๆ เขาก็แก่ขึ้น คุณก็โตขึ้น คุณได้เห็นคนเพิ่มขึ้นๆ และคุณก็จะเริ่มเชื่อมั่นว่าสิ่งที่คุณเคยเชื่อมาก่อนมันยังเป็นความจริง

และความเชื่อนี้เองที่ให้พลังงานกับเรา ให้ความสุขกับชีวิตของเรา ฉะนั้นเราจะเปิดปาร์ตี้ที่มีความหมายแบบนี้เรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ จนกระทั่งผมหายสาปสูญไปจากโลกนี้แล้ว หรือแม้แต่พวกเราก็หายไปจากโลกนี้แล้วด้วย แต่ปาร์ตี้นั้นจะยังคงเปิดต่อไป เพราะยังมีคนจดจำในสิ่งที่เราจดจำได้อยู่

เรื่องนี้สัญชาติใด เชื้อชาติใด ภาษาใด นับถือศาสนาใด ก็สามารถที่จะมีประสบการณ์ร่วมกันได้ทุกคน ผมอยากจะให้ทุกคนอยู่ร่วมกันครับ การอยู่ร่วมกันก็คือพลังอย่างหนึ่ง และเป็นพลังที่ก้าวข้ามกำแพงระหว่างคนด้วยกัน และเราจะได้โอบกอดกันด้วยจิตวิญญาณอย่างแท้จริง โดยไม่ใช่อ้อมกอดลวง


...


คำถามสุดท้าย ทำไมนิยายของคุณหมอถึงขายดีที่สุดในไต้หวัน
- คำตอบก็ยังเป็นคำตอบเดียวกัน คือ "เพื่อนๆไม่เคยลืมผม"

ทุกครั้งที่มีงานใหม่ๆออกมา ทุกคนก็จะเข้ามาร่วมปาร์ตี้ด้วยกันเสมอ ยิ่งคบกันนานก็ยิ่งแฮปปิ้มากยิ่งขึ้น

น่าจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เพื่อนฝูงโดยเฉพาะชาวไต้หวันที่สัมผัสงานของผมจึงชื่นชอบและยังอยากจะคบกับผมอยู่กระมัง


...




ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกฝากตัวเป็นเพื่อนกับคุณหมอครับ ^ ^

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

คุณหมอพูดได้ดีมากๆ
ขอบคุณเฮียเคนที่เรียบเรียงมาให้อ่าน
ได้สาระทั้งงานเขียนทั้งปรัชญาชีวิต
Hot!
เก็บรายละเอียดได้สุดยอดจริงๆHot!
ถูกใจ คุนหมอ มากเรยค่ะ

> < อ่านแล้ว แอบขำเหมือนกันนะ

ขนาดหมอ ยังคิดแบบ
...เอาตำรา มาเผาทิ้ง สะใจเปนบ้า << อนาคต ทำแน่นอน -*-

จะคอยติดตามต่อปาย!

แปะดาวค่ะ!!Hot!
http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01ent01290351&day=2008-03-29§ionid=0105

เอาเว็บสัมภาษณ์คุณหมอโหว มาฝากนะครับ
งานนี้ให้สัมภาษณ์กับสื่อเยอะพอสมควร
ยิงคำถามกันมากมาย
รายละเอียดที่นอกจากการดำเนินรายการวันนั้น
คงมีเก็บตกจากสื่อต่างๆ ได้อีกหลายสื่อ
ขอบคุณที่สนใจครับ
จะเรียนคุณหมอให้นะครับ ว่ามีเพื่อนชาวไทยเพิ่มขึ้นแล้ว

#4 By beer (124.120.223.226) on 2008-03-29 00:57

ความคิดน่านับถือจังเลยครับ confused smile

#5 By Zairen_Bibliophobia on 2008-03-29 20:14